“ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” เหลือเชื่อ ผู้จัดงานมอบรางวัล ดารา นักแสดง พิธีกร ดังระดับประเทศ เบี้ยวเงินค่าจ้างออแกไนซ์ หลายล้านบาท ทวงยังไงก็ไม่จ่าย ร้องสายไหมต้องรอดช่วย
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร น.ส.บี กิติกานต์ (สงวนนามสกุล) ในฐานะ AE และ Art Director ของบริษัทออร์แกไนเซอร์แห่งหนึ่ง ได้เดินทางเข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมกับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังจากบริษัทของตนถูกบริษัทผู้จัดงานมอบรางวัลระดับประเทศชื่อดัง ค้างชำระค่าจ้างเป็นเงินเกือบ 6 ล้านบาท
ทั้งที่ได้ดำเนินงานและส่งมอบงานทั้งหมดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว โดยทางผู้ว่าจ้างอ้างเหตุผลว่าต้องรอเงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์ ส่งผลให้ปัจจุบันการชำระเงินล่าช้าและเลยกำหนดตามสัญญามานานกว่า 190 วัน หรือคิดเป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว
น.ส.บี เปิดเผยรายละเอียดว่า บริษัทของตนได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดงาน (Organizer) ให้กับงานประกาศรางวัลระดับประเทศงานหนึ่งในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งรับผิดชอบดูแลทั้งหมดตั้งแต่กระบวนการจัดงานแถลงข่าวไปจนถึงวันงานประกาศรางวัลจริง โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานใหญ่ที่มีการมอบรางวัลให้กับบุคคลสำคัญและผู้มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นดารา นักแสดง พิธีกร นักการเมือง ตลอดจนบุคคลในสาขาอาชีพต่าง ๆ
ซึ่งหลังจากจบงาน ทางบริษัทก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง โดยมีการวางบิลและส่งมอบงานทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ทว่าจนถึงปัจจุบันกลับยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างมูลค่าเกือบ 6 ล้านบาท ซ้ำร้ายความเสียหายนี้ยังไม่รวมเงินสดที่บริษัทต้องสำรองจ่ายไปก่อนล่วงหน้า ทั้งค่ามัดจำและค่าเช่าสถานที่ ค่าระบบแสง สี เสียง รวมถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของซัพพลายเออร์รายย่อยอื่น ๆ ที่พลอยได้รับผลกระทบเป็นทอด ๆ จากการค้างชำระในครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังได้เล่าถึงพฤติกรรมที่น่าสังเกตของผู้ว่าจ้างว่า หลังจากเสร็จสิ้นงานได้มีการนัดประชุมเพื่อสรุปงานร่วมกับผู้บริหารของบริษัทผู้ว่าจ้าง แต่ในช่วงท้ายของการประชุม ทางฝั่งผู้บริหารกลับพยายามขอต่อรองเพื่อขอลดราคาค่าจ้างลง ทั้งที่งานทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์และส่งมอบไปหมดแล้ว ซึ่งในขณะนั้นตนรู้สึกแปลกใจมาก แต่ก็ยังคงรอให้ทางบริษัทดำเนินเรื่องเอกสารตามขั้นตอน
ต่อมาตนได้พยายามติดตามทวงถามความคืบหน้าผ่านฝ่ายบัญชีมาโดยตลอดแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงตัดสินใจติดต่อประสานงานตรงไปยังตัวผู้บริหารหลายครั้งซึ่งก็ได้รับคำตอบบ่ายเบี่ยงเพียงว่าจะคอยอัปเดตสถานการณ์ให้ทราบ
จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้บริหารได้แจ้งว่าสาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากต้องรอเงินจากสปอนเซอร์รายใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์รายหนึ่ง โดยรับปากว่าจะให้คำตอบที่ชัดเจนภายในวันที่ 26 มิถุนายนว่าจะสามารถจ่ายเงินให้ได้เมื่อใด แต่เมื่อถึงกำหนดนัดหมายกลับไม่มีการติดต่อกลับมา และเมื่อตนพยายามโทรศัพท์ไปหาก็ไม่ยอมรับสายอีกเลย
ทั้งนี้ น.ส.บี ระบุเพิ่มเติมว่า ทางบริษัทของตนไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการส่งหนังสือโนติส (Notice) เพื่อทวงถามหนี้สินอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่วันที่ มีนาคม แล้ว และพยายามตามเรื่องทั้งจากฝ่ายบัญชีและผู้บริหารมาโดยตลอด ซึ่งได้รับเพียงคำมั่นสัญญาว่าจะเร่งดำเนินการให้ จนถึงตอนนี้บริษัทได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสเนื่องจากไม่มีกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียน
ทั้งที่ทำงานให้จนเสร็จสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้ถือเป็นการร่วมงานกับผู้ว่าจ้างรายนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนจะรับงานตนก็ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลความน่าเชื่อถือของบริษัทอย่างละเอียด มีการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล และเดินทางไปพูดคุยเจรจาที่บริษัทด้วยตนเองจนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้จัดงาน และที่ทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งคือ ตนได้รับข้อมูลมาว่าบริษัทประชาสัมพันธ์ (PR) ที่ร่วมจัดงานเดียวกันนี้ได้รับเงินค่าจ้างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงบริษัทออร์แกไนเซอร์ของตนเท่านั้นที่ยังไม่ได้เงิน
จึงมองว่าข้ออ้างที่บอกว่าสปอนเซอร์ยังไม่จ่ายเงินนั้นฟังไม่ขึ้นและไม่สมเหตุสมผล เพราะงานระดับประเทศเช่นนี้มีผู้สนับสนุนรายใหญ่จำนวนมาก และไม่น่าจะต้องใช้เวลาดำเนินการเก็บเงินยาวนานกว่า 7 เดือนขนาดนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมาตนไม่เคยเจอการเบี้ยวเงินหรือค้างค่าจ้างในลักษณะนี้มาก่อน จึงอยากวิงวอนให้ผู้ว่าจ้างเห็นใจ ปฏิบัติตามสัญญาอย่างตรงไปตรงมา เพราะสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงินค่าตอบแทนจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเท่านั้น
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า อยากฝากไปถึงบริษัทผู้จัดงานที่ถูกร้องเรียนในครั้งนี้ ซึ่งเชื่อว่าเจ้าตัวย่อมรู้ดีว่ากำลังพูดถึงใคร การทำธุรกิจร่วมกันสิ่งสำคัญที่สุดคือความซื่อสัตย์สุจริตและมีความซื่อตรงต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเป็นบริษัทออร์แกไนเซอร์ที่มีภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์รายอื่นและต้องแบกรับเงินเดือนของพนักงานในบริษัท
พร้อมทั้งอยากเตือนสติผู้ประกอบการทุกรายว่า “ความน่าเชื่อถือ” และ “เครดิต” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ หากเสียเครดิตไปแล้วย่อมยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ดังนั้นหากคิดจะร่วมงานและเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว ทุกฝ่ายควรปฏิบัติต่อกันด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา และมีความรับผิดชอบต่อข้อตกลงในสัญญาอย่างเคร่งครัด