นายกฯ ยัน ปลัดมท. ลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรง 5 ขรก.สถ.แล้ว ชี้เป็นชั้นความลับเปิดเผยไม่ได้ ลั่นไม่มีซูเอี๋ย - วิ่งเต้น ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
เมื่อเวลา 16.45 น. วันที่ 6 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตสอบท้องถิ่นปี 68 ว่า มีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละระดับชั้น ซึ่งงสำนักนายกรัฐมนตรีก็แต่งตั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวง ได้มารายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคนละส่วนของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มารายงานตนว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.
“มันตลกดีนะ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็มีแต่ละหน่วยงาน ของราชการ ที่จะไปสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อไป ก็ดีเหมือนกัน ทุกหน่วยงานทำตามขอบเขตอำนาจ และหน้าที่คู่ขนานกันไป” นายกฯ กล่าว
สุดท้ายข้อมูลทั้งหลายต้องมาบรรจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลแน่นขึ้นและทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือ ซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอนเพราะเราใช้แต่ละหน่วยงาน ที่เป็นหน่วยงานปราบปราม ในการดำเนินคดี
เมื่อถามว่าแต่ละหน่วยงานที่รายงานมา พบผู้กระทำความผิดมีรายชื่อซ้ำกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ตีตราลับมาก ดังนั้น ตนก็ต้องรักษาความลับ บอกได้ว่าตั้งคณะกรรมการ ตามลำดับชั้น ให้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด และรวดเร็ว และต้องโปร่งใส
เมื่อถามย้ำว่าของกระทรวงมหาดไทยมีผู้ที่กระทำความผิดกี่คน นายกฯ กล่าวว่า ก็บอกไปแล้วว่าตีตราลับมาก
ต่อข้อถามว่าขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงรายงาน ว่าได้ลงนามคำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้วช่วงบ่ายวันนี้
เมื่อถามว่าเมื่อแต่ละหน่วยงาน สอบสวนเสร็จจะต้องส่งให้คณะกรรมการชุดของนายปกรณ์ เพื่อรับบทลงโทษใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คณะกรรมการของนายปกรณ์ ทำหน้าที่ในนามสำนักนายกฯ และไม่สามารถดำเนินคดีเองได้ เพราะไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนสำนักนายกฯ เพราะเรื่องนี้อุกอาจเหิมเกริม และเป็นที่สนใจของสังคม
ฉะนั้น ต้องมีคนคอยกำกับดูแลด้านบน ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เช่น เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาฯปปท. ผบ.ตร. อัยการสูงสุด
เมื่อถามถึงจะต้องให้ผู้ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนเหมือนกรณีอื่นๆ ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีขั้นตอน ขณะนี้เราเริ่มแล้ว บางคนก็เรียกให้มาช่วยราชการเพื่อขาดจากตำแหน่งเดิม ซึ่งต้องยึดตามหลักกฎหมาย ด้วยหลักฐานที่มีอยู่
ตรงไหนที่มีความชัดเจนก็ดำเนินการอย่างเด็ดขาดได้ ตรงไหนที่ต้องใช้การสืบสวนสอบ สอบพยานหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะมีแต่ละช่องแต่ละซอยที่ต้องไปดำเนินการ แต่ทุกอย่างดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้น จะขับเคลื่อนในทุกหน่วยงาน โดยธรรมชาติมีการแข่งขันกันเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
เมื่อถามว่าผลการสอบสวนในคณะกรรมการของนายปกรณ์ จะนำไปสู่การดำเนินการอย่างไรต่อไป นายกฯ กล่าวว่า ผลการสอบถ้าพลาดไปโดนใครก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากมองดูจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย มีการจ่ายสินบนและให้ค่าตอบแทนในการดำเนินการต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลคะแนนซึ่งต้องนำมาเป็นสารตั้งต้น นำไปสู่การสอบสวน
ทุกรูปคดีที่ผิดกฎหมาย เริ่มจากตรงนี้ทั้งนั้น เราต้องยอมรับกฎหมาย ไม่อย่างนั้นจะเป็นกฎหมู่ ถ้าทำตามอำเภอใจได้ ก็จะเกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมา ฉะนั้นเราต้องทำตามกฎหมายให้มากที่สุด
เมื่อถามว่าได้วางกรอบเวลาการสอบวินัยร้ายแรงไว้แล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ในการวางกรอบและให้นโยบาย
ส่วนการดำเนินการสอบวินัยร้ายแรง จะเทียบเคียงได้กับคณะสอบสวนชุดนายปกรณ์ใช่หรือไม่
นายกฯ กล่าวว่า อย่างที่บอกสมมติว่า ป.ป.ช. ทำได้เร็วกว่าหน่วยงานอื่น หน่วยงานอื่นโดยธรรมชาติก็ต้องแข่งกันทำ
เมื่อถามว่านายกฯระบุว่าเป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจ ได้วางกรอบในการสอบสวนไว้หรือไม่ว่าจะให้จบเมื่อใด นายกฯ กล่าวว่า กรอบมันดีอยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหาออกมาฝีแตก เพราะกรอบถูกล้อมไว้หมดแล้ว แต่กลับไปแหกกรอบ
นายกฯ ระบุอีกว่า เรื่องกรอบเวลาเร่งอยู่แล้ว เบื้องต้นคณะกรรมการชุดใหญ่จะสอบสวนใน 30 วัน ชุดเล็กก็ตามเนื้อหา ไม่นาน เพราะต้องตอบสังคมให้ได้ คงไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ทำเต็มที่ ซึ่งตนได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี มาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาล เราพร้อมสนับสนุนการดำเนินการของเขาในทุกรูปแบบโดยไม่ต้องเกรงหน้าอินหน้าพรหม หรือหน้าใครที่ไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการทั้ง 5 คน จะต้องถูกให้ขาดออกจากตำแหน่งเดิม แต่ยังให้สังกัดกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น โดยทั้ง 5 รายชื่อประกอบด้วย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีสถ. นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดีสถ. นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี น.ส.บุรณี แพรโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น และนาย ป. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ