ตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมบ้านชาวจีนใช้พ่อคนไทย(ทิพย์) จดทะเบียนรับรองบุตร 1ในพ่อไทยทิพย์ เป็นผู้ต้องหา คดี นอมินี บ.ไชน่าเรลเวย์ ตรวจDNAไม่ตรงกับลูกจีน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 2569 พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้นำกำลังตำรวจนครบาล พร้อมด้วย นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” โดยเข้าจับกุมพ่อไทย(ทิพย์) ที่รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี และเจ้าหน้าที่สำนักงานแห่งหนึ่งในพื้นที่ฝั่งธนบุรี โดยมีเป้าหมายทั้งหมด 42 จุด
ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือการเข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ย่านพระราม 2 หลังพบว่าเป็นบ้านของชาวจีนที่มีลูกได้แจ้งเกิดสัญชาติจีนในประเทศไทย และแจ้งเกิดสัญชาติไทย โดยใช้พ่อคนไทยตัวปลอมมารับรองบุตร
ซึ่งใช้เวลาการเข้าตรวจค้นและสอบปากคำกว่า 30 นาที พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า บ้านหลังที่มีการตรวจค้นของสามีภรรยาชาวจีน สืบเนื่องจากวันที่ 9 มกราคม 2567 หญิงชาวจีนและสามีชาวจีน ได้คลอดบุตรชายที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่กลับเดินทางข้ามเขตไปแจ้งเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา (โคราช)
โดยระบุว่า เด็กเป็น “สัญชาติจีน” แต่อาศัยสิทธิ์การเกิดในประเทศไทย และคาดว่า มีการใช้เงื่อนไขหรือสิทธิ์พิเศษบางประการเกี่ยวกับการจบปริญญา เพื่อขอขยายเวลาพำนักต่อ 5 ปี
แต่ปรากฏว่าต่อมาช่วงวันที่ 23 มกราคม ปีเดียวกัน พบว่าไปแจ้งเกิดซ้อน โดยกลับมาแจ้งเกิดที่โรงพยาบาลเอกชนเดิม โดยครั้งนี้ระบุชื่อแม่เป็นชาวจีนคนเดิม แต่เปลี่ยนตัวพ่อเป็นคนไทย ชื่อ นายวิโรจน์ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจดีเอ็นเอ พบว่า นายวิโรจน์ ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ และในที่สุด นายวิโรจน์ ได้ให้การรับสารภาพด้วยตนเองว่าไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเด็ก
ในส่วนของสามีภรรยาชาวจีนคู่นี้ ความจริงแล้วทั้งคู่เป็นคนจีนแท้ ๆ ที่เป็นคนดำเนินการจัดหาคนไทยมารับจดทะเบียนเป็นพ่อให้ โดยคนไทยคนนี้ชื่อ นายวิโรจน์ ประกอบอาชีพเป็นช่างกระจก คาดว่า รู้จักกันตอนว่าจ้างไปติดตั้งกระจกให้ และเป็นคนที่ราบสูงที่ได้รับรหัสหมายเลข 5 ในพื้นที่เชียงดาว ส่วนประเด็นที่ว่านายวิโรจน์จะรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการนี้ด้วยหรือไม่ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล
ส่วนเด็กที่แจ้งเกิดมีสัญชาติจีนและมีพาสปอร์ตจีนอยู่แล้ว ได้รับสัญชาติไทยซ้ำซ้อนกันอีกครั้งหนึ่ง โดยในประเด็นนี้ นายวิฑูรย์ ศิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง ได้ให้ข้อมูลว่า สิทธิ์ดังกล่าวจะทำให้เด็กได้รับสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ครบถ้วนตามฐานะของคนไทย
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2567 ถึง 2568 นี้ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก อย่างน้อยที่สุดคือคนที่มีสองสัญชาติกลุ่มนี้จะเดินทางไปประเทศจีนก็ได้ หรือจะใช้บัตรประชาชนของคนไทยอย่างสมบูรณ์แบบในประเทศไทยก็ได้ หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ต้องตามสืบสวนต่อว่าแม่ไปโรงพยาบาลไหน เพราะโรงพยาบาลที่ทำในลักษณะนี้จะทำให้เด็กได้รับสิทธิ์การเรียนหนังสือ การรักษาพยาบาล
รวมถึงบัตรสวัสดิการต่าง ๆ ครบถ้วนเหมือนคนไทยทุกประการ และอาจจะได้สิทธิ์ที่ดีกว่าคนไทยด้วยซ้ำในการซื้อของหรือซื้อที่ดิน ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่เป็นนอมินีที่สมบูรณ์แบบและยากลำบากต่อการตรวจสอบเป็นอย่างยิ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่ทราบเรื่องตั้งแต่ต้นน้ำ
ส่วนจะมีกลุ่มทุนจีนสีเทา เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ อยู่ระหว่างการขยายผล
มีข้อมูลสืบทราบว่าค่าจ้างในขบวนการนี้อยู่ที่ประมาณ 99,999 บาท หรือประมาณ 100,000 บาท แต่จะต้องดำเนินการสืบสวนอีกครั้ง แต่นายวิโรจน์ยังคงให้การอ้างว่าตนเองไม่ได้เงินค่าจ้าง ทั้งนี้ตำรวจจะต้องทำการตรวจสอบเจตนาอีกครั้งนึงว่าถูกหลอกมาตามคำกล่าวอ้างหรือไม่
ขณะนี้มียอดหมายจับรวมทั้งหมด 40 หมายจับ เป็นชาวต่างชาติจำนวน 16 ราย ส่วนกลุ่มพ่อทิพย์แม่ทิพย์มีประมาณ 16 ถึง 17 ราย และเป็นพ่อชาวต่างชาติที่ทำหน้าที่สนับสนุนอีก 5 ราย แต่อยู่ระหว่างการขอทราบคำให้การที่ชัดเจนก่อน โดยมีผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งหมด 62 คน
ขบวนการนี้มีการส่งต่อข้อมูลกันในกลุ่มแชตของชาวจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจสอบต่อไปว่าจะมีกลุ่มในลักษณะนี้อีกกี่กลุ่ม ส่วนลักษณะของการโฆษณานั้น เบื้องต้นอ้างว่ายังไม่พบข้อมูลการโฆษณาในประเทศจีน และสำหรับประเด็นที่ว่าทางโรงพยาบาลรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่นั้น ยังคงต้องอยู่ระหว่างการสอบสวนให้แน่ชัดว่าเป็นที่ตัวองค์กรหรือเป็นพฤติการณ์เฉพาะบุคคล
สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากการขยายผลแก๊งสแกมเมอร์ชาวจีน ที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท และพบความผิดปกติเพราะมีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าไปให้เมียชาวจีนและพบว่าเมียคนนี้มีลูก 3 คนถือสัญชาติไทย ทำให้เกิดการตรวจสอบพบว่ามีการจ้างชายไทยมาจดทะเบียนสมรสและสวมสิทธิเป็นพ่อ เพื่อให้เด็กได้สัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย
โดยจากการตรวจสอบพบว่า ขบวนการนี้ ทำงานอย่างเป็นระบบ และมีตัวละครสำคัญ คือ
– เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ชื่อ นางสาว ส. ทำหน้าที่เป็นนายหน้ารับติดต่อกับคนจีน เพื่อให้ลูกของกลุ่มคนจีนได้สัญชาติไทย โดยให้มาทำคลอดที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านธนบุรี และมีค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลครั้งละ 70,000 บาท แต่มีค่าดำเนินการแยกต่างหากให้กับ นางสาว ส. 20,000 บาท เพื่อทำหน้าที่จัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการรับรองการเกิดและเอกสารของบิดาและมารดาเพื่อนำไปแจ้งการเกิด
– จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี อีกหนึ่งคนทำหน้าที่ ในการจดทะเบียนออกใบสูติบัตรให้กับชาวจีน
ซึ่งจะทั้งการใช้คนไทยจดทะเบียนสมรสหรือมารับรองว่าเป็นบิดาให้ โดยค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2,000 – 15,000 บาท แล้วแต่การตกลง
เบื้องต้นจากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองพบรายการแจ้งการเกิดระหว่างมารดาต่างด้าวกับบิดาสัญชาติไทยที่กระทำโดยบุคคลทั้งสองรายดังกล่าวข้างต้นจำนวน 62 คู่ หรือเป็นพ่อชาวไทยปลอมๆ 62 คน อีกทั้งยังเป็นผู้แจ้งการเกิดและออกสูติบัตรให้อย่างน้อย 19 รายการ
ทั้งนี้แนวทางการสืบสวนยังพบว่าหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหา พบว่า มีชื่อของนายประจวบ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดี นอมินี ของบริษัทไชน่าเรลเวย์ ที่ถือหุ้น10% มาเป็นหนึ่งพ่อทิพย์ ด้วยจากการสอบปากคำเบื้องต้น เจ้าตัวอ้างว่าเป็นพ่อจริงๆ แต่หลังจากเจ้าหน้าที่นำดีเอ็นเอไปตรวจสอบ พบว่า ดีเอ็นเอของนายประจวบ ไม่ตรงกับบุตรชาวจีน
ทั้งนี้ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการกระทำความผิดต่อไป