สอบเครียดแก๊งพ่อทิพย์-จนท.เขต พบแจ้งเกิดเท็จลูกจีนถึง 500 คน โยง จนท. 5 รพ.เอกชนร่วมทีม เปิดใจพ่อทิพย์อ้างไม่รู้เรื่อง เซ็นรับรองบุตรเพราะรู้จักกัน ไม่ได้โดนจ้าง
จากกรณี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ปปท. ปปง. และตำรวจชุดสืบสวนนครบาล เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” กวาดล้างขบวนพ่อไทย (ทิพย์) รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว
โดยศาลออกหมายจับจำนวน 40 หมาย และ 42 หมายค้น โดยกลุ่มผู้ต้องหามีเจ้าหน้าที่เขต 1 ราย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย ซึ่งพบว่ามีการขายแพ็คเกจ รับแจ้งเกิดเด็กให้ได้สัญชาติไทย ด้วยค่าตอบแทนกว่า 9 หมื่นบาท จากการขยายผลจับกุมนายเฉิน ยินไล สัญชาติจีน สแกมเมอร์ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินหมุนเวียนในบัญชี กว่า 7 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนเม.ย.2567 ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวให้ทราบนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ค.2569 ที่สน.บางยี่เรือ พนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ ทยอยนำตัวผู้ต้องหาออกมาพิมพ์ลายนิ้วมือ ประกอบด้วย น.ส.ศิริพร เจ้าหน้าที่นายทะเบียนสำนักงานเขต นายองอาจ (พ่อทิพย์) และนายประจวบ (พ่อทิพย์) ที่มีชื่อเป็นนอมินีกรรมการบริษัท ไชน่าเรลเวย์ จากคดีตึก สตง.ถล่ม และ น.ส.สุนีย์ เจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาลเอกชน โดยทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบกลาง คดีแจ้งเกิดเท็จสวมสัญชาติ ถูกคุมตัวออกจากห้องขัง เพื่อมาทำประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม น.ส.ศิริพร ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ชี้แจง แต่ปรากฏว่า น.ส.ศิริพร ไม่ยอมพูดจาใดๆ หรือตอบคำถาม จากการสังเกตใบหน้าของ น.ส.ศิริพร มีอาการเคร่งเครียด ก่อนถูกนำตัวกลับเข้าห้องคุมขัง
ขณะที่บรรยากาศที่ สน.บางยี่เรือ หลังตำรวจขยายผลจับกุมขบวนการแจ้งเกิดเท็จ โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 19 คน แบ่งเป็นพ่อทิพย์ 10 คน หญิงจีน 7 คน และ น.ส.สุนีย์ และน.ส.ศิริพร ทั้งหมดถูกนำตัวมายังห้องควบคุมขัง สน.บางยี่เรือ ส่วนที่เหลือเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี
ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีลูกสาวของนายองอาจ 1 ในผู้ต้องหาเป็นพ่อทิพย์ เดินทางมาเยี่ยม โดยลูกสาวบอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วคุณพ่อมีภรรยาใหม่ ทำงานอยู่ย่านสำเพ็งและภรรยาพ่อแนะนำให้พ่อลูกรู้จักกับนางหลี่เหย่น คนจีน และได้ให้ไปเซ็นเอกสารทะเบียนสมรสกับคนจีน ซึ่งไม่ทราบเหตุผลที่ไปจด เพราะตอนนั้นยังเด็ก
จากนั้นได้ไปสอบถามกับพ่อ โดยพ่อบอกว่า ไม่รู้ตอนนั้นภรรยาใหม่ (คนไทย) ให้ไปเซ็นทะเบียนสมรสกับสาวจีน ซึ่งพ่อไม่รู้เรื่องเอกสาร จึงเซ็นไปโดยไม่รู้ว่ามีการสอดไส้ให้เซ็นรับรองบุตรด้วยหรือไม่ และตอนนั้นพ่อได้เงินค่าเซ็น 2 พันบาท
เมื่อถามว่าตอนนั้นนางหลี่เหย่น ท้องหรือยัง ลูกสาวนายองอาจ บอกว่า ยังไม่ได้ท้อง เพิ่งจะมาท้องเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง และหลังจากเซ็นทะเบียนสมรสก็มีการหย่ากับนางหลี่เหย่น ซึ่งไม่รู้เหตุผลการหย่าครั้งนั้นด้วยเช่นกัน
ต่อมาเวลา 10.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่คุมตัวนายองอาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงคดีดังกล่าว นายองอาจ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ยอมจดทะเบียนสมรสกับนางหลี่เหย่น หญิงชาวจีน เนื่องจากหญิงคนดังกล่าวเป็นเพื่อนของแฟนตน จึงไว้ใจและยอมช่วยเหลือ โดยอีกฝ่ายให้เหตุผลว่าต้องการอาศัยอยู่ในประเทศไทย พร้อมยืนยันไม่ได้รับค่าจ้างจากการจดทะเบียนสมรส
เมื่อถามว่าทราบหรือไม่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย นายองอาจ ยอมรับว่า รู้สึกกลัวเช่นกัน และมองว่าตนเหมือนถูกบังคับให้ดำเนินการ และยอมรับว่าเคยลงนามรับรองบุตรให้เด็ก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของหลี่เหย่น กับชายชาวจีน โดยระบุว่าหลังจากจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีนได้ประมาณ 5 ปีก็ได้หย่ากัน ต่อมาเมื่อหญิงชาวจีนคลอดบุตรและไม่มีผู้ใดลงนามรับรอง ญาติของหญิงชาวจีนจึงมาขอให้ตนช่วยเซ็นรับรองบุตร ซึ่งบุตรคนแรกนั้นปัจจุบันมีอายุประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะที่แฟนของตนในขณะนั้นรับรู้เรื่องทั้งหมด เพราะรู้จักหญิงชาวจีนในฐานะเพื่อน
นายองอาจ กล่าวว่า อยากกล่าวขอโทษต่อสังคมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าแม้ช่วงเช้าวันนี้จะยังไม่ได้พูดคุยกับลูกสาวของเมียเก่า แต่เชื่อว่าลูกสาวน่าจะทราบเรื่องแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยปิดบังเรื่องต่างๆ กับลูก และคาดว่าลูกสาวคงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักหรือมีความผูกพันกับกลุ่มชาวจีนดังกล่าวเป็นการส่วนตัว และไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับหญิงชาวจีนคนนั้น ส่วนการลงนามรับรองบุตรทั้ง 2 ครั้ง มีบุคคลที่สามเป็นผู้ประสานเรื่องทั้งหมด โดยไปลงนามที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถจำได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเป็นใคร ซึ่งเด็กทั้งสองคนคลอดที่โรงพยาบาลดังกล่าว
สำหรับค่าตอบแทน นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รับค่าจ้างในการเซ็นรับรองบุตร แต่ได้รับเพียงเงินชดเชยค่าเสียเวลาในการหยุดขับรถแท็กซี่และค่าเช่ารถ เป็นเงินสดครั้งละ 2,000 บาท โดยลงนามรับรองบุตรทั้งหมด 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 ปี
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่นำตัวนายประจวบ ออกจากห้องคุมขัง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายประจวบในประเด็นต่างๆ ว่า อยากชี้แจงอะไรหรือไม่, รู้จักคนจีนหรือไม่ รู้จักได้อย่างไร, ทำไมถึงยอมเซ็นรับรองบุตร, เซ็นไปแล้วกี่คน, กรณีคดีความเก่าประเด็นตึกสตง.ถล่ม เกิดขึ้นก่อนระหว่างที่จะเป็นกรรมการ, มีความกังวลหรือไม่, ทนายความสั่งห้ามพูดหรือเปล่า แต่นายประจวบไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เช่นเดียวกับ น.ส.สุนีย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ เช่นกัน
เบื้องต้นสำหรับผู้ต้องหาที่เป็นพ่อทิพย์ทั้งหมด ถูกแจ้งในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นโดยมิชอบและสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ” และจะถูกนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชันมาฝากขังในวันที่ 11 ก.ค.
ต่อมานายวิโรจน์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีรับรองบุตรโดยมิชอบ หรือพ่อทิพย์ เปิดเผยระหว่างถูกควบคุมตัวมาพิมพ์ลายนิ้วมือว่า ยังไม่ขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดี และปฏิเสธตอบคำถามถึงบทบาทของตนเอง รวมถึงประเด็นว่าถูกหลอกให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่
นายวิโรจน์ ยอมรับว่า รู้จักกับหญิงชาวจีนในฐานะญาติ และยอมรับว่าเป็นผู้ลงนามในเอกสารรับรองบุตรจริง โดยระบุว่าเซ็นเอกสารให้เฉยๆ เพราะเห็นว่าเป็นญาติกัน และไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ไม่ตอบว่าขณะลงนามทราบหรือไม่ว่าเป็นการรับรองบุตร
นายวิโรจน์ ยังระบุว่า จำไม่ได้ว่าเริ่มเซ็นเอกสารตั้งแต่เมื่อใด แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายปีแล้ว และยอมรับว่าเซ็นรับรองบุตรจริง แต่จำนวนกี่คนนั้น ตนจำไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคดี จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุม
ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่ญาติชาวจีนต้องการให้รับรองบุตร นายวิโรจน์ ระบุเพียงว่า ญาติต้องการนำเด็กมาเลี้ยงในประเทศไทย เมื่อถามย้ำว่าเพื่อให้เด็กซึ่งเป็นชาวจีนได้เข้ามาเรียนในไทยใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ ยอมรับพร้อมระบุว่า เด็กที่นำมารับรองบุตรในขณะนั้นมีอายุประมาณ 6-7 ปี และการดำเนินการเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่จำไม่ได้ว่าดำเนินการที่สำนักงานเขตใด เวลาผ่านมานานมากจนจำรายละเอียดหลายอย่างไม่ได้ พร้อมยอมรับว่าขณะนี้มีความเครียดกับคดีที่เกิดขึ้น และตั้งใจจะยื่นขอประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล
สำหรับผู้ต้องหารายนี้มีข้อมูลจากชุดสืบสวนเพิ่มเติมว่า จากคำให้การของผู้ต้องหารายนี้อ้างว่า ได้เซ็นรับรองบุตรไปแล้ว 4 คน จาก 2 ครอบครัว ซึ่งครอบครัวแรกที่เซ็นรับรองบุตรไป 2 คนนั้นได้บินกลับประเทศจีนไปแล้ว แต่อีกหนึ่งครอบครัวนั้นยังอยู่ที่ประเทศไทย
จากรายงานการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า นายปริญญา เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับขบวนการพ่อทิพย์ โดยจากพยานหลักฐานพบว่า เด็กที่นายปริญญารับรองเป็นบิดาตามเอกสาร มีมารดาคือ น.ส.เป้าเจียว หญิงชาวจีน ที่มีความเชื่อมโยงกับนายเฉิน ยินไล ผู้ต้องหาชาวจีนที่เคยถูกจับกุมในคดีเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ 7 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้ ทั้งนายปริญญา ที่ถูกระบุว่าเป็นพ่อทิพย์ รวมถึง น.ส.เป้าเจียว แม่ของเด็ก เนื่องจากอยู่ระหว่างรอผลตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด
มีรายงานข่าวแจ้งอีกว่า คดี “พ่อทิพย์” ที่เกิดขึ้น จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ คาดว่าจะมีการแจ้งเกิดเท็จกับเด็กชาวต่างชาติประมาณ 500 คน ยังไม่ถึง 1,000 คนตามที่เป็นข่าว จากการสืบสวนพบว่ามีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน 5 แห่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนผู้ต้องหาอีก 26 คน ที่ถูกออกหมายจับนั้น มีพฤติกรรมเป็นพ่อทิพย์ล้วนๆ อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมมาดำเนินคดี
- อ่านข่าว : จับจนท.เวชระเบียน โรงพยาบาลเอกชน เป็นนายหน้า จัดหาลูกค้าจีนมาทำคลอด
- อ่านข่าว : พบเด็กจีน 164 คน ใช้ ‘พ่อไทยทิพย์’ แจ้งเกิด จับเจ้าหน้าที่ รพ.-เขตร่วมแจ้งเกิดเท็จ
- อ่านข่าว : ออกหมายค้น 42 จุด ทลายขบวนการ “กุมารจีน” อึ้ง “พ่อไทยทิพย์” รับค่าจ้าง 2 พัน