สามีร่ำไห้ รู้ข่าวภรรยาเสียชีวิตจากเหตุ ไฟไหม้โรงเบียร์ ย่านลาดพร้าว ซัดเจ้าของร้านต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด “ชีวิตคน ไม่ใช่ชีวิตหมา ทำไมต้องล็อกประตูหนีไฟ”
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ก.ค.2569 ที่ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นายมานพ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี หนึ่งในญาติของผู้ที่ได้รับกระทบจากเพลิงไหม้สถานบันเทิงห้าแยกลาดพร้าว เดินทางมาตามหาแฟนสาว ชื่อ น.ส.ภานิชา สิงห์ขร อายุ 49 ปี
นายมานพ กล่าวว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา หลังจากที่ภรรยาเลิกงาน ได้ไปเที่ยวที่ร้านดังกล่าวกับเพื่อนจำนวน 3 คน ซึ่งก็ไม่ได้ติดต่อกัน โดยแฟนมาเที่ยวร้านนี้เป็นประจำ

สามีร่ำไห้ รู้ข่าวภรรยาเสียชีวิตจากเหตุ ไฟไหม้โรงเบียร์ ย่านลาดพร้าว ซัดเจ้าของร้านต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด “ชีวิตคน ไม่ใช่ชีวิตหมา ทำไมต้องล็อกประตูหนีไฟ”
จนกระทั่งตนทราบว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิตกับผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ส่วนตัวยังมั่นใจว่าแฟนของตนยังมีชีวิต เป็นแค่ผู้บาดเจ็บ จนกระทั่งเวลา 08.00 น.ของวันนี้ มาทราบจากเพื่อนว่าแฟนเสียชีวิตไปแล้ว จึงรู้สึกเสียใจอย่างมาก
นายมานพ กล่าวต่อว่า สำหรับกระแสข่าวที่มีผู้กล่าวอ้างว่ามีการล็อกประตูไม่ให้ลูกค้าออกจากร้านในระหว่างเกิดเหตุเพื่อรอเก็บค่าใช้จ่ายนั้น หากเป็นเรื่องจริงถือว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เปรียบเหมือนการกักขังลูกค้าไว้ในสถานที่อันตราย และอาจเข้าข่ายการกระทำที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง “แต่นี่ชีวิตคนนะ ไม่ใช่ชีวิตหมา ทำไมต้องล็อกประตูหนีไฟ”
นายมานพ กล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงมาก สภาพที่เกิดขึ้นเหมือนคนถูกย่างทั้งเป็น พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรการด้านความปลอดภัยของสถานบริการ โดยเชื่อว่าควรมีระบบป้องกันที่ดีกว่านี้ เพราะลูกค้ากลายเป็นผู้เสียหายและไม่สามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้
จึงอยากให้ทางร้านรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก อยากให้มีการตรวจสอบทุกสถานบันเทิงทุกแห่ง ไม่ใช่ปล่อยชุ่ยหรือห่วยแบบนี้ เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ควรจะมีการควบคุมให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่ทำให้ลูกค้ากลายเป็นเหยื่อ
“อยากฝากถึงเจ้าของร้าน ให้รับผิดชอบให้เต็มที่ กับสิ่งที่คุณทำ คุณล็อกไว้ คุณต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด” นายมานพ กล่าว
