สุดเศร้า เสียรุ่นน้อง 2 คนจากโศกนาฏกรรม ไฟไหม้โรงเบียร์ ย่านลาดพร้าว ทั้งสองเป็นคู่รัก มีลูกเล็ก เผย คำพูดลางสังหรณ์ เปิดภาพสุดท้ายที่เพิ่งถ่ายร่วมกัน
วันที่ 13 ก.ค.2569 น.ส.อุษา หรือ เปิ้ล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตและเป็นรุ่นพี่ของผู้เสียชีวิต เปิดเผยถึงนาทีเฉียดตายและความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ต้องเสียน้องในกลุ่มไปถึง 2 คน ว่า
คืนเกิดเหตุตนเดินทางไปเที่ยวที่สถานบันเทิงดังกล่าว พร้อมกับน้อง ๆ ในกลุ่มรวมทั้งหมด 5 คน โดยปกติแล้วเราเป็นคนที่ชอบเที่ยวและมักจะมาเที่ยวที่ร้านแห่งนี้เป็นประจำแทบจะวันเว้นวัน

สุดเศร้า เสียรุ่นน้อง 2 คนจากโศกนาฏกรรม ไฟไหม้โรงเบียร์ ย่านลาดพร้าว ทั้งสองเป็นคู่รัก มีลูกเล็ก เผย คำพูดลางสังหรณ์ เปิดภาพสุดท้ายที่เพิ่งถ่ายร่วมกัน
โดยตอนแรกที่มาถึงร้าน กลุ่มของตนได้นั่งอยู่ที่โต๊ะโซนหลังสุดของร้าน แต่จู่ ๆ ตนเกิดความรู้สึกอยากเต้น และอยากย้ายไปอยู่โซนด้านหน้า จึงได้พากันย้ายโต๊ะมานั่งที่บริเวณด้านหน้า ซึ่งจุดนั้นอยู่ติดกับเวที และเป็นจุดที่ไฟตกลงมาพอดี
ยอมรับว่า ตอนนั้นมีลางสังหรณ์แปลก ๆ ก่อนเกิดเหตุ เพราะได้คุยโทรศัพท์กับเพื่อนปลายสายที่โทรมา ลักษณะเชิงสั่งลา โดยพูดว่า “เออ เราไปแล้วนะ เราจะไม่มานะ เราไม่อยู่ให้รบกวนแล้วนะ” ซึ่งตอนนั้นน้องในกลุ่ม ชื่อ “ลี่” ชายที่เสียชีวิต ยังเอ่ยปากห้ามว่า “ไม่ต้องไป ไปทำไม ไม่ต้องไปหรอก”
หลังจากพูดจบได้ไม่นาน ตนและเพื่อนอีกคนรู้สึกอยากสูบบุหรี่ จึงชวนกันเดินออกไปที่บริเวณด้านหน้าประตูร้าน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งย้ายมานั่งโต๊ะด้านหน้าได้ไม่นาน และยังไม่ได้ทันได้ดื่มกินอะไรเลย ซึ่งนาทีที่เดินออกไปดูดบุหรี่ก่อนเกิดเหตุนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตนและเพื่อนอีกคนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
ยอมรับว่าตนสังเกตเห็นความผิดปกติบริเวณหลังคาของร้านว่ามีควันไฟลอยออกมา จึงได้รีบเข้าไปแจ้งพนักงานการ์ดของร้านว่า “ทำไมควันอะไรออกข้างบน”
เมื่อการ์ดวิ่งเข้าไปตรวจสอบยังไม่ทันถึงไหน ก็เกิดเสียงระเบิดดัง “บึ้ม” ขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นตนมองเข้าไปเห็นประกายไฟเริ่มกระพริบและหยดลงมาจากหลังคาบริเวณข้างเวที ก่อนที่ควันดำหนาทึบจะพวยพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
โดยตนและเพื่อนพยายามจะวิ่งกลับเข้าไปด้านในร้าน เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนอีก 3 คนที่ยังติดอยู่ข้างใน แต่เนื่องจากความร้อนระอุรุนแรงพุ่งตีกลับออกมา ทำให้ไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้
ขณะเดียวกันระบบความปลอดภัยของร้าน ทั้งสัญญาณเตือนภัยหรือการประกาศแจ้งเตือนจากบนเวที ตนยืนยันว่า “ไม่ได้ยินเลยเนื่องจากตนออกมาอยู่ด้านนอกแล้ว และไม่เคยสังเกตเห็นป้ายหรือประตูหนีไฟมาก่อน ทราบเพียงว่าร้านมีประตูเข้าออกหลัก 2 ทางซ้ายขวาเท่านั้น”
หลังจากตั้งสติได้ตนและผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ ได้ช่วยกันนำเก้าอี้มาทุบพังกระจกด้านหน้าร้าน เพื่อเปิดทางช่วยคนด้านใน และวิ่งตามหาเพื่อน ๆ ทุกประตูด้วยความหวัง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปจึงได้รับแจ้งข่าวร้ายว่า เพื่อนที่ติดอยู่ภายในร้านเสียชีวิตลงแล้ว 2 ราย คือ นายลี่ และ นางสาวไอซ์ ซึ่งทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันและมีลูกน้อยด้วยกัน 2 คน ส่วนเพื่อนอีก 1 คนในกลุ่ม ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
น.ส.อุษา กล่าวด้วยน้ำตาอีกว่า ตนได้ไปเฝ้ารอร่างของน้อง ๆ ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเวลาเกือบ 06.00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่เข็นร่างของน้องออกมา ตนจำได้ทันทีว่าเป็นน้องของตน จึงวิ่งตามไปเจ้าหน้าที่เตรียมจะปั๊มหัวใจทำ CPR แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “ไม่ต้องปั๊ม วางลง” แล้วนำผ้าขาวมาคลุมร่างน้องต่อหน้าต่อตา
“หนูสติแตกเลย มันต่อหน้าหนู หนูบอกปั๊มให้หนูหน่อยก็ได้ ปั๊มให้หนูเห็น หนูบอกน้องหนูมาแล้ว ๆ แต่เขาไม่ยอมปั๊ม เขาวางแล้วเอาผ้าขาวมาคลุมเรียงกันตรงนั้น หนูสติแตกหมดเลย น้ำตามันหมดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ในฐานะพี่คนโตที่พาน้องไปเที่ยวแล้วเกิดเหตุแบบนี้ มันพูดไม่ถูกเลย” น.ส.อุษา กล่าว
ทั้งนี้ สภาพศพของน้องทั้ง 2 คน จากการสังเกตภายนอกดูเหมือนคนนอนหลับธรรมดา และไม่มีรอยไหม้ตามร่างกายแต่อย่างใด สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ ก่อนเกิดเหตุไม่กี่นาที ทุกคนในกลุ่มเพิ่งจะพากันถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งกลายเป็นภาพสุดท้ายและภาพสั่งลาของน้อง ๆ ทั้ง 2 คน ก่อนจะเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้
โดยหลังจากนี้จะดำเนินการเก็บข้าวของเครื่องใช้ของน้อง และเตรียมรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป
