พ่อแม่เศร้า ตั้งโลงคู่ลูกสาว-พี่สะใภ้ ไฟไหม้โรงเบียร์ สามี เผย บทสนทนาสุดท้าย เปิดข่าวดูช็อก ภาพจนท.ยกร่างผู้เสียชีวิตออกมา เห็นเสื้อที่ใส่อยู่ ทำอะไรไม่ถูก
เมื่อเวลา 04.50 น. วันที่ 14 ก.ค.2569 ที่บ้านพักหลังหนึ่ง ต.สังเม็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ลำเลียงร่างผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งเป็นชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กลับคืนสู่ภูมิลำเนา
โดยเจ้าหน้าที่ได้นำร่างของ น.ส.นิภาพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี และ น.ส.อัชราภรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ย่านลาดพร้าว ออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กรุงเทพมหานคร เดินทางกลับถึงบ้านเกิดเป็นที่เรียบร้อย

พ่อแม่เศร้า ตั้งโลงคู่ลูกสาว-พี่สะใภ้ ไฟไหม้โรงเบียร์ สามี เผย บทสนทนาสุดท้าย เปิดข่าวดูช็อก ภาพจนท.ยกร่างผู้เสียชีวิตออกมา เห็นเสื้อที่ใส่อยู่ ทำอะไรไม่ถูก
ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.นิภาพร ญาติได้นำร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสองรายมาตั้งบำเพ็ญกุศลร่วมกัน เนื่องจาก น.ส.อัชราภรณ์ เป็นพี่สะใภ้ของ น.ส.นิภาพร จึงมีศักดิ์ดั่งเป็นญาติกันโดยโลงศพทั้งสองถูกจัดวางเรียงเคียงกัน
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้องและชาวบ้านต่างช่วยกันจัดเตรียมสถานที่สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา และได้มีการสวดพระอภิธรรมเบื้องต้นแล้ว
นายจักรพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี สามีของ น.ส.นิภาพร กล่าวว่า ตนและภรรยาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา 8 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน โดยคนโตกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ส่วนคนเล็กอยู่ในวัยเตรียมอนุบาล
ตนและภรรยาเดินทางจาก จ.ศรีสะเกษ ไปประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในกรุงเทพมหานครมานานเกือบ 10 ปี โดยขายข้าวนึ่งอยู่บริเวณลาดพร้าว 48 และช่วยกันทำมาหากินเพื่อส่งเสียครอบครัว กระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่พรากภรรยาไปอย่างไม่มีวันกลับ
นายจักรพงษ์ กล่าวต่อว่า ภรรยามักจะออกไปหาอาหารรับประทานในซอยที่เกิดเหตุเป็นประจำ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าคืนเกิดเหตุ ภรรยาจะเข้าไปใช้บริการที่ร้านโรงเบียร์ซึ่งเกิดเพลิงไหม้ โดยวันนั้นตนไม่ได้ไปด้วย เพราะนอนรออยู่ที่ห้องพัก
เช้าวันรุ่งขึ้น ตนยังคงลุกขึ้นมานึ่งข้าวเพื่อเตรียมขายตามปกติ ก่อนจะเปิดดูข่าวเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ ตอนแรกยังพยายามปลอบใจตัวเองว่า ภรรยาคงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ พอดูข่าวเห็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิกำลังยกร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากร้าน
“ผมเห็นเสื้อที่สวมอยู่ ตอนนั้นรู้สึกในใจเลยว่าใช่แฟนผมแน่ แต่ก็ยังภาวนา ขออย่าให้เป็นแฟนของผมเลย” นายจักรพงษ์ กล่าว
แต่เมื่อมีการประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิต รายที่ 4 คือชื่อของภรรยา ความหวังทั้งหมดก็พังทลายลงในทันที ตอนนั้นตนทำอะไรไม่ถูกเลย มันจุกอยู่ในอก
ซึ่งบทสนทนาครั้งสุดท้ายกับภรรยาเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.ของคืนเกิดเหตุ โดยตนโทรศัพท์ไปถามว่า “อีกนานไหมจะกลับ ทำไมยังไม่กลับ” หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อภรรยาได้อีกเลย
แม้จะเข้าใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ก็อยากให้เจ้าของร้านหรือผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น ต่อให้ได้เงินชดเชยเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทดแทนภรรยาของตนได้
ด้าน นายชาญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี และ นางจันที (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี พ่อและแม่ของ น.ส.นิภาพร เปิดเผยว่า ลูกสาวเดินทางไปทำงานค้าขายในกรุงเทพมหานครหลายปีแล้ว โดยขายข้าวนึ่งและกล้วย เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว
แม้จะอยู่ไกลบ้าน แต่ลูกสาวจะโทรศัพท์กลับมาหาพ่อแม่แทบทุกวัน โดยเฉพาะจะพูดคุยกับแม่เป็นประจำ และมักถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ รวมถึงถามถึงลูกทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นหลานของตนอยู่เสมอ
การสูญเสียครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยายได้ เพราะนิภาพรเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว ซึ่งสิ่งที่อยากเรียกร้องคือให้เจ้าของร้านหรือผู้เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะทุกชีวิตล้วนมีคุณค่า
และอยากให้เห็นใจหัวอกของพ่อแม่ พี่น้อง รวมถึงลูกเล็ก ๆ ที่ต้องเติบโตโดยไม่มีแม่ “ลูกสาวเป็นทุกอย่างของครอบครัว วันนี้ตนหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง”
ขณะที่ นางจันที ผู้เป็นแม่ อยู่ในอาการเสียใจอย่างหนัก ร้องไห้ตลอดเวลา และแทบไม่สามารถพูดอะไรได้ นอกจากประโยคที่สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคนที่อยู่ในงาน “ทำไมจากไป ไม่ร่ำไม่ลาแม่สักคำ”
ด้าน น.ส.สมใจ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 66 ปี และ นายบุญเลิศ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 66 ปี พ่อและแม่ของ น.ส.อัชราภรณ์ เปิดเผยว่า ลูกสาวมาแต่งงานกับพี่ชายของ น.ส.นิภาพร จึงมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ และทั้งสองคนเสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกัน
ก่อนเกิดเหตุ ลูกสาวได้โทรศัพท์มาฝากข้อความผ่านลูกชายว่า “ฝากพ่อกับแม่ ฝากลูกด้วย ส่วนหนูจะหาเงินเอง” คำพูดดังกล่าวกลับกลายเป็นเหมือนลางบอกเหตุที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้าย
แม้วันนี้ไม่สามารถเรียกลูกกลับคืนมาได้แล้ว สิ่งเดียวที่อยากบอกลูกคือ ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และขอให้เดินทางไปพร้อมกับน้องสาว ไม่ต้องเป็นห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง เพราะครอบครัวจะช่วยกันดูแลทุกคนให้ดีที่สุด
สำหรับกำหนดสวดอภิธรรม 2 คืน ก่อนฌาปนกิจ 16 ก.ค. สำหรับกำหนดการประกอบพิธีทางศาสนา ญาติจะตั้งบำเพ็ญกุศลศพของ น.ส.นิภาพร และ น.ส.อัชราภรณ์ ที่บ้านพักในตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเวลา 2 คืน ก่อนจะประกอบพิธีฌาปนกิจพร้อมกันในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ วัดไหล่ดุม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ


