พฐ.เก็บหลักฐานรอบสาม โรงเบียร์ไฟไหม้ ตรวจฝ้าเพดานทั้งร้าน เพื่อหาต้นเพลิง ตามคำให้กมารของพยาน เช็กแผงไฟทั้งร้าน

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตล่าสุด 30 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันที่ 14 ก.ค.69 ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้ามาเก็บหลักฐานเพิ่มเติมที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โดยเป็นการเข้ามาครั้งที่สาม ซึ่งครั้งนี้จะตรวจบริเวณฝ้าเพดานของร้านทั้งหมด เพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้ว่าเกิดจากการลัดวงจรหรือไม่ รวมถึงจะดูการวางแผงไฟของร้านทั้งหมด และวัสดุที่ใช้ว่ามีการซ่อมบำรุง หรือใช้วัสดุที่ติดไฟง่ายหรือไม่

ซึ่งจุดที่ดูเป็นพิเศษคือบริเวณช่วงฝ้าเหนือโซนเวที โดยเฉพาะคัตเอาท์ จากคำให้การของผู้เห็นเหตุการณ์ว่าเป็นจุดต้นเพลิงเห็นเปลวไฟและควันพุ่งออกมา โดยเมื่อรวบรวมหลักฐานแล้วจะนำไปพิสูจน์ทราบถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในลำดับต่อไป

ขณะที่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ ในนามผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์พรรคกล้าทำ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากและไม่ควรเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ตนได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาในลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2562 สมัยที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกระทรวงยุติธรรม จึงตั้งคำถามว่าต้องมีการทบทวนบทเรียนและเกิดการสูญเสียอีกกี่ครั้งถึงจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงต้องมีความรับผิดชอบให้มากที่สุด

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวต่อว่า ตนมีความกังวลใจว่าเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวแล้วเลือนหายไป จึงต้องออกมาเพื่อกระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการที่ไม่ควรเอาเปรียบ รวมถึงผู้กระทำความผิดที่จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ริมถนนและเปิดเป็นร้านอาหาร แต่มีการเปิดให้บริการดนตรีเกินเวลาเที่ยงคืน

ซึ่งส่วนตัวมองว่าสถานที่มีความคลุมเครือในเชิงรูปแบบระหว่างร้านอาหารกับสถานบันเทิง และตั้งข้อสังเกตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ว่ามีการขออนุญาตก่อสร้างและใช้งานอาคารในลักษณะใด เนื่องจากเป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตหรือโยธาเขตที่จะต้องเข้าตรวจสอบ ทั้งนี้ ตนจะติดตามและทวงถามในฐานะที่ดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการกิจการรัฐสภา เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วผู้ประสบเหตุจึงไม่สามารถออกจากสถานที่ได้

ในประเด็นการเยียวยาผู้เสียชีวิต นายกองตรี ดร. ธนกฤต ชี้แจงว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีหน้าที่เยียวยาตามข้อกฎหมายอยู่แล้ว แต่ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น จะต้องตรวจสอบเรื่องการทำประกันภัยของทางร้านว่าครอบคลุมอย่างไรบ้าง พร้อมย้ำว่าหากญาติผู้เสียชีวิตต้องการความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์มีทีมงานพร้อมให้การสนับสนุน อีกทั้งยังเสนอแนะให้หน่วยงานในกรุงเทพมหานครจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้โดยสะดวก

นอกจากนี้ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ยังกล่าวถึงการใช้เงื่อนไขทางกฎหมายในการขออนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงข้อบังคับของสถานบันเทิงว่า แม้การส่งเสริมการทำร้านอาหารจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่การดำเนินกิจการควรเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ขออนุญาตไว้ โดยทางร้านต้องมีแผนเผชิญเหตุและเส้นทางหนีไฟที่ชัดเจน

กรณีนี้พบว่าประตูบันไดหนีไฟถูกล็อกไว้ จึงต้องสอบสวนหาตัวผู้สั่งการเพื่อดำเนินคดีทางอาญา เนื่องจากเป็นการสูญเสียร้ายแรงที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร โดยความผิดที่ต้องตรวจสอบประกอบด้วยเหตุจากการกระทำโดยประมาท รวมถึงมาตรฐานการใช้อาคารตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ที่ต้องไม่ใช้วัสดุไวไฟซึ่งเป็นเหตุให้ไฟลุกลามรุนแรงเช่นเดียวกับบทเรียนจากกรณีซานติก้าผับ

พร้อมทิ้งท้ายว่ากรณีนี้สะท้อนถึงความบกพร่องของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงปล่อยให้มีการใช้อาคารในลักษณะที่เสี่ยงต่ออันตรายเช่นนี้ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน