บิ๊กราญ บิ๊กนพ บุกชลบุรี ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว ใช้นอมินีคนไทย จดทะเบียนบริษัทและมีชาวต่างชาติถือครองบ้านและที่ดิน ด้าน ตร.บุก ค้น 44 จุด ความเสียหาย 235 ล้าน
วันที่ 17 ก.ค. 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผบ.ตร. นำกำลังตำรวจและฝ่ายปกครอง, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมที่ดิน รวมกว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4” ในพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยเข้าตรวจค้นพื้นที่ 41 จุด 33 บริษัท มูลค่าความเสียหาย 235 ล้านบาท
เป้าหมายสำคัญคือ หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ใช้นอมินีคนไทย จดทะเบียนบริษัทและมีชาวบ้านต่างชาติถือครองบ้านและที่ดิน จำนวน 8 หลัง
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บ้านของชายชาวรัสเซีย ที่ข้อมูลการสืบสวนพบว่า มีสัดส่วนในการถือหุ้นบริษัทที่ใช้จดทะเบียนซื้อบ้าน 49% และเมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบ พบชายชาวรัสเซีย อยู่ในบ้านหลังนี้ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูล
ช่วงหนึ่ง พล.ต.อ.สำราญ สอบถามชายชาวรัสเซีย ถึงการพักอาศัยและการซื้อบ้านหลังดังกล่าว ชายชาวรัสเซียอ้างว่า ตนเองอยู่เมืองไทยมา 20 ปี ไม่ได้มีภรรยาเป็นคนไทย แต่ครอบครัวชาวรัสเซียอยู่เมืองไทย มีลูกสาวที่เดินทางไปกลับประเทศบ้าง และตนเองกลับประเทศประมาณ 3-4 ครั้งต่อปี และเพิ่งกลับมาประเทศไทยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
และเจ้าตัวทราบว่าไม่สามารถถือครองที่ดินได้ และทราบว่าตัวเองถือหุ้น 49% และยอมรับว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับคนไทยที่ถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนซื้อบ้าน 51% แต่นักบัญชี หรือทนายความของตนเองอาจจะรู้จัก เพราะทนายความหามาให้
จากนั้นได้เข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมายสำคัญอีกหนึ่งหลัง เป็นบ้านของชายชาวรัสเซียอีกหนึ่งรายที่จดทะเบียนบริษัทซื้อบ้าน โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งครอบครัวนี้ มีบ้านถึง 6 หลังในหมู่บ้านดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางเป็นเอกสาร และใบปลิวโฆษณาซื้อขายบ้าน รวมถึงใบเสร็จค่าน้ำ ค่าไฟ และใบภาษี
โดย พล.ต.ท.สำราญ บอกว่า ในหมู่บ้านนี้มีเป้าหมาย 8 หลัง คือบริษัทในเครือของชายชาวรัสเซีย 8 หลัง ซึ่งพบว่าชาวรัสเซีย 2 กลุ่มนี้ใช้คนไทยเป็นนอมินี ในการซื้อบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านหรู โครงการใหญ่ และประกาศขายบ้าน โดยมีการอ้างโฆษณาชวนเชื่อว่า “เป็นหมู่บ้านชาวรัสเซีย” ดังนั้น เจ้าหน้าที่เราจึงยอมไม่ได้ ที่จะมีการประกาศขาย โฆษณาว่าเป็นหมู่บ้านของชาวรัสเซีย และในหลายประเทศจึงนำมาสู่การปฏิบัติการดังกล่าว
จากการสอบถามชาวรัสเซีย ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีนั้น พบว่า ชาวรัสเซียไม่ได้รู้จักกับคนไทยที่เป็นนอมินี ถือหุ้น 51% ในบริษัทด้วยว่าเป็นใคร ซึ่งหลายคนอยู่เมืองไทยมากว่า 20 ปีแล้ว ดังนั้น การจดทะเบียนบริษัทจะอ้างว่าไม่รู้จักไม่ได้ ซึ่งในวันนี้ก็มีการเข้าจับกุมคนที่ทำบัญชี หรือทนายความบริษัทที่เป็นคนไทยด้วย รวมถึงออกหมายเรียกต่างชาติ 33 ราย ที่ถือหุ้นบริษัทซื้อบ้านดังกล่าว
ส่วนคนไทยที่ถือหุ้น 51% ในการจดทะเบียนบริษัท จากการตรวจสอบพบว่าหลายคนไม่มีตัวตน และจะต้องตรวจสอบว่า มีการจดแจ้งบริษัทเป็นเท็จหรือไม่
พล.ต.อ.สำราญ ยืนยันว่า ประเทศไทยยังต้อนรับนักท่องเที่ยวนักลงทุนเสมอ แต่ขอความร่วมมือ ขอให้บริษัทที่ตั้งเป็นบริษัทกฎหมายให้ความรู้ที่ถูกต้องกับชาวต่างชาติ
สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากการขยายผลช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมหญิงต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และคดีนอมินีในพื้นที่ จ.ชลบุรี ก่อนที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี และตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ขยายผลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า จ.ชลบุรี มีนิติบุคคลจดทะเบียน 76,343 ราย เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 28,463 ราย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบนิติบุคคลเข้าข่ายใช้ “นอมินี” จำนวน 14,264 ราย
และยังพบผู้ได้รับใบอนุญาต เป็นชาวไทย 2 ราย ซึ่งมีลักษณะเป็นคนทำบัญชี เข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก
โดยรายแรกถือหุ้น 146 บริษัท มูลค่าประมาณ 142 ล้านบาท อีกรายถือหุ้น 40 บริษัท มูลค่าประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี
จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบกลุ่มชาวรัสเซียใช้เว็บไซต์ในประเทศรัสเซียประกาศขายและให้เช่าบ้าน พร้อมเรียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ว่าเป็น “หมู่บ้านของชาวรัสเซีย”
เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการร่วมกับคนไทยและผู้ทำบัญชีจัดตั้งบริษัทถือครองบ้านเดี่ยวใน 6 โครงการ รวมประมาณ 775 หลัง มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ผ่านนิติบุคคล 495 บริษัท และจากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า 435 บริษัทเป็นนิติบุคคลต่างด้าว โดย 19 บริษัทเข้าข่ายใช้นอมินี และอีก 14 บริษัทเป็นนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้นเกินร้อยละ 50 แต่ถือครองที่ดิน รวมกลุ่มเป้าหมาย 33 บริษัท
ทั้งนี้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีได้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มชาวรัสเซียและผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่ม MR. I ซึ่งจัดตั้งบริษัทถือครองบ้านเพื่อขายต่อ และกลุ่มครอบครัว B ที่จัดตั้งบริษัทถือครองบ้านเพื่อปล่อยเช่า เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับแม่บ้านผู้ดูแลบ้านหลังหนึ่งภายในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ข้างบ้านของชายชาวรัสเซีย หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้นอมินีคนไทยถือครองจดทะเบียนบริษัท เปิดเผยว่า ตนเข้ามาทำความสะอาดบ้านดังกล่าวเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน จึงไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเพื่อนบ้านมากนัก และไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่พักอาศัยในหมู่บ้านได้
แม่บ้านรายนี้ ระบุอีกว่า เห็นชาวรัสเซียเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว และในหมู่บ้านมีทั้งชาวรัสเซียและคนไทยพักอาศัยปะปนกัน ไม่ได้เป็นชาวรัสเซียทั้งหมด ส่วนบ้านที่ตนดูแลนั้น เจ้าของเป็นคนไทยที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้พักอาศัยเป็นประจำ จึงจ้างให้ตนเข้ามาดูแลและทำความสะอาดบ้าน
สำหรับชาวรัสเซียที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แม่บ้านรายนี้ ยอมรับว่า ไม่ทราบว่าประกอบอาชีพอะไร เนื่องจากไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือรายละเอียดของแต่ละคน
ส่วนกรณีบ้านภายในหมู่บ้านที่มีการประกาศขายหรือให้เช่า แม่บ้าน ระบุว่า พบเห็นทั้งบ้านที่ประกาศขายและประกาศให้เช่า แต่ไม่ทราบว่าเป็นทรัพย์สินของคนไทยหรือต่างชาติ เนื่องจากหลายหลังใช้บริษัทนายหน้าหรือเอเจนซีดำเนินการ จึงไม่ทราบว่าเจ้าของที่แท้จริงเป็นใคร รวมถึงไม่ทราบว่าผู้ซื้อเข้ามาอยู่อาศัยจริง หรือซื้อไว้เพื่อขายต่อ
ขณะที่บ้านข้างเคียงซึ่งมีชาวต่างชาติพักอาศัยนั้น แม่บ้านรายนี้ ระบุว่า ไม่ค่อยได้พบหน้าหรือพูดคุยกัน เนื่องจากตนเข้ามาในหมู่บ้านเพียงสัปดาห์ละครั้ง อีกทั้งไม่สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ จึงไม่เคยทักทายกัน รู้เพียงว่าเป็นชาวต่างชาติจากที่พบเห็นผ่าน ๆ เท่านั้น และระหว่างมาทำงานก็จะเห็นเพียงคนงานเข้ามาตัดต้นไม้ หรือดูแลพื้นที่เป็นครั้งคราวเท่านั้น





