เลื่อน! นายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้า ครม.สัปดาห์หน้า จ่อขยายเวลาอุทธรณ์ เพิ่มจุดบริการ พร้อมปรับเกณฑ์ยานพาหนะใหม่ รถเก่า-มอเตอร์ไซค์ 2 คันไม่ถูกตัดสิทธิ์ ล้างข้อมูลตกค้าง แก้ปัญหาโอนลอย

วันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในการอุทธรณ์สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่และปรับปรุงระเบียบเพื่อลดภาระประชาชน พร้อมยืนยันรัฐบาลมุ่งสร้างความถูกต้องและเป็นธรรมในระบบฐานข้อมูล

“นายกฯ สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่อุทธรณ์ และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจรายชื่อประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางมาเองได้ นอกจากช่องทางเดิมอย่างธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว รัฐบาลได้เพิ่มจุดบริการที่สำนักงานขนส่ง และที่ว่าการอำเภอ โดยในอนาคตจะมี ‘อำเภอเคลื่อนที่’ ลงไปให้บริการถึงศาลากลางหมู่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุด”

ในส่วนกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาสิทธิ์เกี่ยวกับยานพาหนะ และยกเว้นค่าธรรมเนียม โดยรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี จะไม่นำมานับเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์

ส่วนรถจักรยานยนต์มีได้ 2 คัน แม้จะยังผ่อนชำระอยู่ก็ไม่เสียสิทธิ์ รวมถึงยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขอตรวจสิทธิ์สำหรับประชาชน

สำหรับกรณีรถที่ไม่ได้ใช้งานนาน แต่ยังมีชื่อค้างในระบบ หรือกรณีการโอนลอยและถูกแอบอ้างชื่อ รัฐบาลจะจัดให้มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์และปรับปรุงระบบทะเบียนใหม่เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การอุทธรณ์เพิ่มเติมนั้น ทางกระทรวงการคลังขอชะลอเพื่อนำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติก่อน โดยจะนำเข้าที่ประชุม ครม. อีกครั้งในสัปดาห์หน้า รวมทั้งขอให้ประชาชนรอฟังมติ ครม.เกี่ยวกับการพิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สัปดาห์หน้าเช่นกัน

“ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งหลงเชื่อข่าวลือเรื่องกำหนดการวันที่ 1 สิงหาคม หรือ 1 ตุลาคม และขอให้รอความชัดเจนจากมติ ครม.เท่านั้น เพราะนายกฯ มีแนวทางให้พิจารณาขยายเวลาการอุทธรณ์ออกไป เพื่อให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ดำเนินการไม่เสียสิทธิ์”

นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ยากจนตัวจริง ซึ่งนายกฯ ยืนยันว่าการลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้มีความจำเป็น เนื่องจากไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลมา 3-4 ปีแล้ว ซึ่งพบว่ามีรายชื่อผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน ขณะเดียวกันก็ต้องคัดกรองผู้ที่ร่ำรวยแต่ยังได้รับสิทธิ์อยู่ออกไปเพื่อความยุติธรรม

ดังนั้น รัฐบาลยืนยันการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการจัดการระบบข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคตจากการโอนลอย หรือการมีชื่อในทรัพย์สินที่ไม่ได้ถือครองจริง

เมื่อถามว่าจะใช้ One Stop Service เพื่อไม่ให้ประชาชนเดินทางไปติดต่อหลายที่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติประชาชนไม่ต้องเดินทางก็ได้ ใช้ทางลัดผ่านธนาคารกรุงไทยและธ.ก.ส. รวมถึงกรมขนส่งทางบก ซึ่งสิ่งที่จะเพิ่มเติมใหม่คือการให้ไปติดต่อที่อำเภอ โดยทางอำเภอจะจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงตามหมู่บ้าน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า คนที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว ให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาหลักเกณฑ์ ส่วนคนที่ยังไม่อุทธรณ์ ไม่ได้หมายความว่าสละสิทธิ์ เพราะมีการเลื่อนมติ ครม. ส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ขอยกเว้นเกี่ยวกับการครอบครองรถ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการพิสูจน์สิทธิ์ของแต่ละคน เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีการดำเนินการในอดีต รัฐก็พยายามทุกทางในการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก เอาข้อมูลเหล่านี้มาทำให้ถูกต้อง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ์การโอน เช่น การโอนรถ หรือการโอนลอย อาจจะเป็นผลในทางที่ไม่ดีกับประชาชนในอนาคต เพราะทรัพย์สินไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่สิทธิ์ยังเป็นชื่อเรา คนที่เอาไปทำผิด มีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวพันกับเรา จึงถือโอกาสนี้ในการจัดระบบ

เมื่อถามว่า นายกฯ กังวลหรือน้อยใจหรือไม่ ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่ เข้าใจว่าการมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล ที่เรารู้อยู่แล้วว่าคนสมหวังย่อมดีใจ คนผิดหวังก็ต้องตำหนิ เป็นเรื่องธรรมดาในการขึ้นทะเบียนทุกครั้ง

คำถามคือ 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการลงทะเบียนใหม่เลย คนที่ควรจะมีโอกาสรับสิทธิ์เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคน อาจจะมีประชาชนบางคนที่ยากจนจริง แต่หลุดออกไปเพราะหลักเกณฑ์เก่า ขณะที่วันนี้หากดูจากโลกโซเชียลจะเห็นว่า มีบางคนที่ดูแล้วร่ำรวย แต่ในอดีตที่ผ่านมาเขาก็ได้รับสิทธิ์ นี่คือการสร้างความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้คนที่ควรได้

ดังนั้น นายกฯไม่ได้น้อยใจ รัฐบาลทำสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ ใช้ดุลพินิจน้อยมาก โดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจของผู้นำชุมชน เพียงแต่หลักเกณฑ์ต่างๆ เมื่อมาถึงการปฏิบัติ หากข้อไหนที่แข็งไปเราก็ปรับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน