แถลงปฏิบัติการ “พ่อไทยทิพย์” สวมสิทธิ์เด็กต่างด้าวเกือบ 1,500 ราย บุกค้นโรงพยาบาลเอกชน รวบ 4 ผู้ต้องหา ลั่นถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมขบวนการนี้ ดำเนินคดีอาญาทันที
วันที่ 24 ก.ค. 2569 ที่ สน.ห้วยขวาง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร่วมแถลงข่าวภายหลังเข้าจับกุมขบวนการ “พ่อไทยทิพย์” สวมรอยรับเป็นบิดาให้เด็ก โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย ได้แก่ พ่อแม่ชาวจีน 2 ราย และพ่อไทยทิพย์ 2 ราย
นายนฤชา เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการตรวจพบความผิดปกติในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร โดยเฉพาะกรณีการแจ้งเกิดเด็กที่มีมารดาเป็นชาวจีน แต่ระบุว่าบิดาเป็นบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งจากการตรวจสอบพบข้อพิรุธหลายประการ จนนำไปสู่การสืบสวนเชิงลึก
ผลการตรวจสอบพบอย่างชัดเจนว่า มีการแอบอ้างหรือสวมชื่อบิดาชาวไทยในการรับรองบุตร ทั้งที่ความเป็นจริงบิดาที่แท้จริงเป็นชาวต่างชาติและไม่ได้มีสัญชาติไทย จึงรวบรวมพยานหลักฐาน วางแผนสืบสวน และขยายผล ก่อนนำไปสู่ปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องในวันนี้
กรมการปกครองสั่งเข้ม เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวเจอโทษหนัก
นายนฤชา กล่าวต่อว่า ปัญหาพ่อทิพย์เป็นประเด็นที่ปรากฏในสังคมและสื่อมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อเท็จจริงที่ตรวจพบครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลการแจ้งเกิดและการรับรองบุตร
พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานทะเบียน และบุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลทุกแห่ง ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกในการกระทำผิดโดยเด็ดขาด
หากตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จะถูกดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นให้ออกจากราชการ พร้อมดำเนินคดีอาญาในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าบุคคลทั่วไป
ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรของโรงพยาบาลเอกชน กรมการปกครองได้หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในเบื้องต้นแล้ว โดยจะขอความร่วมมือให้สถานพยาบาลดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด ทั้งการพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากงานตามความเหมาะสม
ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นสำนักทะเบียนเขต สำนักทะเบียนอำเภอ หรือหน่วยงานทะเบียนท้องถิ่น หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย เพื่อให้ได้รับโทษสูงสุดตามกระบวนการยุติธรรม
ตำรวจขยายผล พบเด็กต้องสงสัย 1,483 คน
พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า การปราบปรามขบวนการสวมสิทธิให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการตรวจสอบและจับกุมผู้เกี่ยวข้องไปแล้วครั้งหนึ่ง สามารถดำเนินการตามหมายจับได้ 35 หมายจับ
สำหรับปฏิบัติการในวันนี้ เป็นผลจากการขยายผลร่วมกับข้อมูลเบาะแสที่ได้รับจากภาคประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการนำไปสู่การสืบสวนและจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
จากการขยายผล เจ้าหน้าที่พบเด็กที่เป็นบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 1,483 คน ซึ่งจะต้องตรวจสอบทั้งหมด หากพบว่าได้รับสัญชาติไทยโดยทุจริต ก็จะดำเนินการเพิกถอนสัญชาติตามกฎหมาย
พบเด็กผิดปกติ 2 ราย นำสู่การจับกุมผู้ต้องหา 4 คน
ในจำนวนเด็กต้องสงสัย 1,483 คน เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติแล้ว 2 ราย จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาในวันนี้ 4 ราย ได้แก่ พ่อแม่ชาวจีน 2 ราย และพ่อไทยทิพย์ 2 ราย
เด็กทั้ง 2 ราย พบว่าถือหนังสือเดินทาง 2 สัญชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดและเส้นทางการได้มาของเอกสารทั้งหมดอย่างละเอียด
ในส่วนของสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ได้หารือร่วมกับผู้แทนหน่วยงานด้านการแพทย์แล้ว พร้อมขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 161 แห่ง ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารและข้อมูลการแจ้งเกิด เพื่อป้องกันการนำช่องโหว่ของระบบไปใช้ในทางมิชอบ
ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการในวันนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทุกคนตามหมายจับ เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ
เตือนคนไทย อย่ารับจ้างเป็น “พ่อไทยทิพย์”
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝากเตือนประชาชน โดยเฉพาะคนไทยที่อาจถูกชักชวนหรือว่าจ้างให้รับรองบุตรแทนบุคคลอื่น เพราะแม้จะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเป็นการช่วยเหลือกันส่วนตัว แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายร้ายแรง และส่งผลกระทบต่อระบบทะเบียนราษฎร รวมถึงการได้มาซึ่งสัญชาติไทย
คดีนี้แตกต่างจากคดี 35 หมายจับ
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า การจับกุมในคดีนี้เป็นคนละคดีกับกรณีจับกุมผู้ต้องหา 35 รายในพื้นที่ฝั่งธนบุรี เนื่องจากคดีก่อนมีการกำหนดตัวบุคคลของเจ้าหน้าที่ในการเข้ารับจดทะเบียนแจ้งเกิด แต่คดีนี้พบว่า ผู้กระทำผิดไปใช้บริการของหน่วยงานรัฐตามขั้นตอนปกติ เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการก็ปฏิบัติตามลำดับคิวเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป จึงต้องให้ความเป็นธรรมและตรวจสอบก่อนว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตห้วยขวางมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
เมื่อถามว่า ในวันจดทะเบียนแจ้งเกิดมีการนำพ่อไทยทิพย์ไปแสดงตัวหรือไม่ พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าพ่อไทยทิพย์เดินทางไปด้วยหรือไม่ แต่พบหลักฐานชัดเจนว่า ในวันแจ้งเกิดมีการยื่นเอกสารของทั้งมารดาชาวจีนและพ่อไทยทิพย์ครบถ้วน
ส่วนชาวจีนทราบช่องทางดังกล่าวได้อย่างไร พล.ต.อ.สำราญ เชื่อว่า เป็นข้อมูลที่รู้กันภายในกลุ่มว่าหากต้องการให้บุตรได้รับสัญชาติไทยจะต้องดำเนินการอย่างไร
สบส. เร่งตรวจสอบโรงพยาบาลทั่วประเทศ
ด้านทันตแพทย์อาคม กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน กำลังเร่งตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารรับรองการเกิดทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการฝากครรภ์ การทำคลอด ไปจนถึงการออกหนังสือรับรองการเกิด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแจ้งเกิดและการออกสูติบัตร
พร้อมอธิบายว่า ตามขั้นตอน พยาบาลผู้ทำคลอดจะเป็นผู้บันทึกข้อมูลเด็กและบิดามารดา ก่อนให้แพทย์ผู้ทำคลอดลงนามรับรอง จากนั้นผู้ได้รับมอบหมายจากโรงพยาบาลจะนำเอกสารไปแจ้งเกิดต่อฝ่ายทะเบียน หากมีการนำบุคคลอื่นมาสวมสิทธิเป็นบิดาหรือมารดา ก็จะทำให้การตรวจสอบของนายทะเบียนเป็นไปได้ยาก และเป็นต้นทางของการกระทำความผิด
ขยายตรวจโรงพยาบาลเอกชนกว่า 470 แห่ง
รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้สั่งอายัดเอกสารที่เกี่ยวข้องจากโรงพยาบาลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนใช้เป็นพยานหลักฐาน พร้อมขยายการตรวจสอบไปยังโรงพยาบาลเอกชนกว่า 470 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการกระทำในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารรับรองการเกิด
นอกจากนี้ ยังย้ำว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมีหน้าที่กำกับดูแลบุคลากรทางการแพทย์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ หากพบแพทย์หรือพยาบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด นอกจากจะมีความผิดทางอาญาแล้ว ยังอาจถูกดำเนินการทางวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมถึงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย
ส่วนกรณีโรงพยาบาลย่านฝั่งธนบุรีที่มีเจ้าหน้าที่เวชระเบียนเป็นผู้ต้องหา จะมีแพทย์หรือโรงพยาบาลเข้าข่ายกระทำความผิดเพิ่มเติมหรือไม่ ทันตแพทย์อาคม กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นกัน

