โฆษก ป.ป.ส. เผย สาวไทย วัย 28 ปี ถูกญี่ปุ่นจับกุมคาสนามบิน หลังพบซองกาแฟยัดไส้ไอซ์ ถูกตั้ง 2 ข้อหาหนัก อาจโดนโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต
กรณีที่ นายธนาศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี และ น.ส.กันยาวีร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี สองสามีภรรยา แจ้งว่า น.ส.จุฑาทิพย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี บุตรสาว พร้อมด้วย นายศราวุธ อายุ 28 ปี แฟนหนุ่มของบุตรสาว และเพื่อนอีก 1 คน มีอาชีพรับจ้างหิ้วของให้กับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 69 โดยขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง
เมื่อไปถึงสนามบินฟุกุโอกะ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบสัมภาระของ น.ส. จุฑาทิพย์ พบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟ จึงถูกควบคุมตัว และแจ้งข้อหานำเข้ายาเสพติด (ยาไอซ์) เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.69 เวลาประมาณ 07.00 น. พร้อมวอนขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบบุคคลปริศนาที่ฝากหิ้วของข้ามประเทศ เชื่อว่าอาจทำเป็นขบวนการ
อย่างไรก็ดี ครอบครัวยังยอมรับว่าลูกสาวไม่รอบคอบที่ไม่ตรวจสอบสินค้าในกล่องพัสดุให้ดี แต่ยืนยันได้ว่าลูกสาวไม่เคยมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย จึงขอความกรุณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย เพราะหวั่นเกรงว่าบุคคลที่นำพัสดุซุกยาเสพติดมาให้ลูกสาวไปส่งที่ประเทศญี่ปุ่นอาจมีความเกี่ยวข้องกับที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้หรือไม่
วันที่ 27 ก.ค.2569 น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยว่า สำหรับขั้นตอนดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่นจะมีความแตกต่างจากหลายประเทศ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันชนิดและปริมาณยาเสพติดที่แท้จริงก่อน อย่างไรก็ดี เบื้องต้น ป.ป.ส. ทราบเพียงว่าพบไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟ แต่ยังไม่ทราบปริมาณที่แน่ชัด หากผลสอบสวนพบว่าเป็นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดเพื่อการค้า จะมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
แต่ศาลญี่ปุ่นจะพิจารณาลงโทษตามพฤติการณ์แห่งคดี ซึ่งคดีลักษณะนี้ มักได้รับโทษจำคุกประมาณ 5-10 ปี โดยขณะนี้ทางการญี่ปุ่นได้ประสานเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับหญิงไทยรายดังกล่าว 2 ข้อหา ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทไอซ์ และความผิดตามกฎหมายศุลกากร
โดยปัจจุบันหญิงไทยยังอยู่ระหว่างการควบคุมตัวของตำรวจญี่ปุ่น และถูกนำตัวฝากขังไว้กับอัยการตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.69 และจะครบกำหนดฝากขังในวันที่ 2 ส.ค.69 แต่เนื่องด้วยตรงกับวันเสาร์ จึงเลื่อนมาเป็นวันที่ 31 ก.ค.69 โดยอัยการญี่ปุ่นจะพิจารณาว่าจะมีคำสั่งฟ้องคดีหรือไม่
ทั้งนี้ หากถูกอัยการญี่ปุ่นสั่งฟ้อง หญิงไทยจะถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาคดีภายใน 2 เดือน จึงจะรู้คำตัดสินคดี แต่หากอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น ผู้ต้องหาจะถูกผลักดันออกนอกประเทศและเดินทางกลับประเทศไทยได้ทันที
น.ส.อารีภักดิ์ เปิดเผยอีกว่า ทาง ป.ป.ส. ได้รับการประสานข้อมูลจากตำรวจญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามีความร่วมมือระหว่างกัน โดยทางการญี่ปุ่นได้แจ้งข้อมูลการเดินทางของหญิงไทยรายดังกล่าว ซึ่งหญิงไทยเดินทางออกจากสนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 11 ก.ค.69 และถูกจับกุมเมื่อเดินทางถึงสนามบินฟุกุโอกะในวันที่ 12 ก.ค.69
ส่วนประเด็นที่ครอบครัวเชื่อว่าหญิงไทยเป็นเพียงผู้เสียหาย และถูกหลอกใช้นั้น ขณะนี้เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้ร่วมขบวนการ เพราะเป็นอำนาจการสอบสวนของตำรวจญี่ปุ่น ซึ่งจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำ และตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาของพนักงานอัยการว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่
เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยเกิดขึ้นในคดีลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ โดยส่วนกรณีที่ตอนนี้ครอบครัวยังไม่สามารถติดต่อบุตรสาวได้นั้น ตนแนะนำให้ประสานผ่านสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ
ขณะที่การดำเนินคดีเป็นอำนาจของตำรวจญี่ปุ่นโดยตรง และขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงมายังประเทศไทยให้ดำเนินการสืบสวนเครือข่ายเพิ่มเติม ส่วนกรณีผู้ใช้บัญชีไลน์ชื่อ “ing ing” ที่เป็นผู้ทักแชตไลน์มาติดต่อดีลงานหิ้วสินค้าจากไทยไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเชื่อมโยงกับคดีอื่นนั้น
ตนมองว่าอาจเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า เป็นบุคคลหรือขบวนการเดียวกัน เพราะลักษณะการตั้งชื่ออาจเป็นเพียงการใช้ชื่อซ้ำหรือชื่อที่คุ้นเคยกัน จึงต้องรอผลการสืบสวนและการขยายผลเพิ่มเติม โดยขณะนี้สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ
น.ส.อารีภักดิ์ เปิดเผยอีกว่า การซุกซ่อนยาเสพติดในซองกาแฟ ซองครีมเทียม หรือบรรจุภัณฑ์อาหารเสริม ถือเป็นรูปแบบที่พบได้เป็นประจำในคดียาเสพติด โดยมักสังเกตได้จากร่องรอยการตัดและซีลปิดซองใหม่ ซึ่ง ป.ป.ส. ได้ประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนมาโดยตลอด
พร้อมฝากเตือนผู้ที่รับจ้างหิ้วสินค้าหรือรับฝากของไปต่างประเทศ ว่า การนำสินค้าออกนอกประเทศโดยไม่สำแดงต่อศุลกากรถือว่ามีความผิดตั้งแต่ต้น และเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เพราะไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ว่าจ้างเป็นใคร หรือสิ่งของภายในบรรจุอะไร
หากพบว่าน้ำหนักหรือสภาพสิ่งของผิดปกติ ควรปฏิเสธการรับขนส่งทันที เช่น กรณีที่เคยพบการซุกซ่อนยาเสพติดในมะขามเปียก ซึ่งสามารถสังเกตได้จากน้ำหนักที่ผิดปกติ พร้อมย้ำว่าผู้ที่เลือกประกอบอาชีพรับหิ้วสินค้าจะต้องศึกษาข้อมูล ตรวจสอบสินค้า และเพิ่มความระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและต้องเผชิญโทษตามกฎหมายอย่างร้ายแรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง