ครม.เคาะแล้ว! ยืดเวลาอุทธรณ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึง 20 ก.ย. 2569 ยกเว้นรถยนต์ 20 ปี-จยย. 15 ปี ขนส่งจะถอนให้อัตโนมัติ ไม่ต้องไปยื่นอีก
เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 27 ก.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงความคืบหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายหลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
น.ส.รัชดา กล่าวว่า มติ ครม.เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการทบทวนเรื่องของเกณฑ์การให้สิทธิ์ของผู้ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพราะมีบางประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้วทำให้วัตถุประสงค์ที่โครงการนี้จะเข้าไปช่วยเหลือคนที่ยากไร้ที่สุด เดือดร้อนที่สุดไม่บรรลุตามเป้าหมาย
น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้สั่งการไปแล้ว ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปเร่งดำเนินการ พิจารณาปรับเกณฑ์รวมถึงกระบวนการที่จะให้บริการประชาชนเรื่อวการร้องทุกข์ หรืออุทธรณ์
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้เลื่อนกำหนดการการอุทธรณ์กรณีผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 31 ก.ค.69 เป็นวันที่ 20 ก.ย.69 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ขอให้มีการขยายเวลาของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.69 โดยผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.69 และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกชุดใหม่ จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค.69
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติรับทราบเรื่องกฎเกณฑ์และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในสังคมไทย และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด ต้องขอบคุณกระทรวงการคลังที่นำปัญหาต่างๆ มาสังเคราะห์รวมกัน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า 1 ในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้พิจารณาให้คือ เกณฑ์เรื่องอายุรถ โดยเป็นหลักการว่า รถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี ที่มีมูลค่าไม่สูง แต่หากเป็นเก่า รถสะสม เช่น รถคลาสสิก หากใครมีครอบครองรถเหล่านี้ ทางกรมการขนส่งจะมีหน้าที่คัดออก
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุเกิน 15 ปี ไม่เกิน 300 ซีซี และไม่เข้าข่ายเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ทางกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการถอนบัญชีให้กับท่าน โดยจะแจ้งไปที่กระทรวงการคลังให้ โดยไม่ต้องมาอุทธรณ์
ส่วนกรณีที่ต้องอุทธรณ์ เช่น รถไม่ได้ใช้และยังไม่ได้ไปแจ้งยกเลิกทะเบียน ตรงนี้ต้องอุทธรณ์ สามารถอุทธรณ์ได้ที่ขนส่ง หรือศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสก็ได้ ดีที่สุดคือ ไปที่ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส จะได้จบทีเดียว เพราะทางหลังบ้านได้มีการพูดคุยกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทุกช่องทางที่ภาครัฐประกาศไปยังคงสามารถไปได้ตามความสะดวกของประชาชน ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบางพื้นที่อาจจะมีในเรื่องข้อจำกัด ต้องขออภัยด้วย แต่นับจากวันนี้ไปศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส จะอำนวยความสะดวกให้ และทางกระทรวงการคลังจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้อีกครั้ง
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ตามนโยบายของนายกฯ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพที่สุด กรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ต้องมีการทบทวนใหม่ ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า การทบทวนหลักเกณฑ์ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลมาก เพราะเราเข้าใจว่า ทุกครั้งที่มีการทบทวนคนที่ไม่ได้อาจจะไม่พอใจ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ เราได้ค้นพบคนอีก 2 ล้านกว่าคนที่เขาไม่เคยได้สิทธิ และเราได้เจอเขา ให้เขาได้กลับมาได้สิทธินี้ ดังนั้น นโยบายของนายกฯคือ เมื่อเราบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมาแล้ว สุดท้ายสิ่งที่ควรจะได้จะตกอยู่กับใคร จำนวนเท่าไหร่ไม่ใช่ประเด็นและไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลต้องดำเนินการให้เพียงพอ ให้ตรงกับผู้ที่สมควรจะได้รับสิทธิ
ด้านนายลวรณ กล่าวว่า วันนี้ ครม.มีมติที่เกี่ยวข้องกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเรื่องแรกคือคนเดิมที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. จนสิ้นสุดโครงการ ส่วนคนกลุ่มใหม่ที่มีการคัดกรองเข้ามา ไม่ว่าจะเหลือจำนวนเท่าไหร่ จะเริ่มสิทธิในวันที่ 1 ต.ค.
เรื่องที่ 2 มีการขอทบทวนสิทธิค่อนข้างหลากหลาย จึงได้มีการขยายเวลาไปอีก 1 เดือน ซึ่งจากเดิมที่เปิดให้ทบทวนสิทธิถึงวันที่ 30 ก.ค. จะขยายเวลาเป็นวันที่ 30 ส.ค. และขยับระยะเวลาการยื่นเอกสารจากเดิมภายในวันที่ 16 ส.ค. เป็นวันที่ 20 ก.ย.
นายลวรณ ยังกล่าวถึงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ว่า เกณฑ์เดิมที่ใช้ในการคัดกรองยังอยู่ แต่เกณฑ์ย่อยที่ใช้ในแต่ละเรื่องมีการปรับให้เหมาะสมกับความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งคนที่ไม่ผ่านการลงทะเบียนในรอบนี้ 9.3 ล้านคน จะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มที่ไม่ผ่านแน่ๆ 2.กลุ่มที่คิดว่าผ่านแต่ข้อมูลไม่อัพเดทเป็นปัจจุบัน ที่จะมีการขอให้ทบทวนสิทธิ 3.กลุ่มที่พบการใช้นอมินี โดยนำชื่อของประชาชนไปใช้จดทะเบียนบริษัท การครอบครองทรัพย์สินที่ดินหรือยานพาหนะ หรือเกณฑ์ของนักศึกษา จึงต้องมีการคัดกรองอีกครั้ง
นายลวรณ ยังยกตัวอย่างเกณฑ์ย่อยในการถือหุ้นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดว่า เมื่อก่อนจะมีการดูทั้งหมด แต่ในครั้งนี้ จะเว้นให้แค่รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อชุมชน
ส่วนการมีบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่ามีวิถีการดำรงชีวิตที่สูงกว่าคนปกติ เข้าสู่ตลาดทุนได้ แต่วันนี้มีบัญชีหลักทรัพย์บางประเภทที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่เปิดมา โดยจะคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน เพราะบางครั้งมีโปรโมชันของบางบริษัท ให้คนไปเปิดบัญชีเพื่อแลกกับของขวัญ ทำให้มีบัญชีเหล่านี้ค้างอยู่ พร้อมแนะนำให้ประชาชนที่ถือบัญชีเหล่านี้อยู่ไปปิดบัญชี เพราะไม่ควรจะมีอะไรที่ค้างคาเอาไว้
นายลวรณ ยังกล่าวถึงกรณีนักเรียนนักศึกษาการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. ว่า หากเป็นคนที่เรียนอยู่จริงๆ จะแยกรายชื่อออกมาให้ แต่ที่ไม่ได้เรียนจริง อาจจะต้องพิจารณาในแง่ของนอมินี
ส่วนกรณีผู้ครอบครองรถยนต์ เกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ เกิน 15 ปี นายลวรณ กล่าวว่า มูลค่าไม่เหลือแล้ว และเราจะมีการคัดกรองให้ ซึ่งทาง 4 เกณฑ์นี้ เราจะดูให้เองตามกระบวนการ แต่ขอให้ยื่นทบทวนสิทธิมา และย้ำว่า ให้กดทบทวนสิทธิ หากมีข้อมูลไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง เพราะจะได้ปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และตัดปัญหานอมินีที่นำรายชื่อไปให้ อีกทั้งจะได้ดำเนินการกับนอมินีที่นำรายชื่อของท่านไปใช้ด้วย
นายลวรณ กล่าวอีกว่า หากพี่น้องประชาชนไปใช้บริการที่ศูนย์ One Stop Service (OSS) หรือขอยื่นทบทวนสิทธิผ่านช่องทางต่างๆ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด และปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด
นายลวรณ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นกระทรวงการคลัง ที่เป็นหน่วยที่รับผิดชอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเช็กข้อมูลใหม่อีกครั้ง หากท่านได้สิทธิ ก็จะสามารถใช้สิทธิได้ในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งวิธีการจะเป็นแบบนี้ ขอให้ประชาชนเดินทางไป ศูนย์ One Stop Service
ด้านนายวินิจ กล่าวว่า เรื่องการเข้าเกณฑ์นั่นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการ อย่างไรก็ตามเรื่องของรถอย่างที่เข้าใจว่า รถที่ไม่ได้ใช้รถที่สูญหายไปแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับการที่ประชาชนมาแจ้งส่วนรถที่อายุเกิน ก็ได้แจ้งเงื่อนไขไปตามข้างต้นแล้ว
นายวินิจ กล่าวต่อว่า ส่วนนักศึกษาก็เช่นเดียวกันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงศึกษาจะเร่งประมวลผลและรายงานส่ง แต่อยากให้ทุกคนเข้าไปดูเกณฑ์ถ้าดูแล้วไม่มีชื่อของตนเองก็ให้กดทบทวนเข้ามา เราจะได้เร่งดูให้ เพราะมีหลายครั้งที่มีการแอบอ้างชื่อ แล้วชื่อซ้ำกันจึงเกิดข้อผิดพลาดทางทะเบียน ขอให้ทุกคนปกป้องสิทธิ์ของตนเอง
นายวินิจ กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกันกับกรณีของสรรพากรตอนนี้เรามีตัวเลขอยู่คร่าวๆ แต่วันนี้มีความวิตกกังวลกันว่า ไม่เคยได้รับเงินแต่ทำไมถึงมีชื่อมา เรื่องนี้เราก็ได้ให้ลงไปดูข้อมูลของแต่ละจังหวัด จึงขอให้ทุกคนให้ข้อมูลตามจริง
