เที่ยวบินฝันร้าย สาวเปิดใจ โดนต่างชาติทำอนาจารบนเครื่องบิน ก่อนนำกางเกงไปพิสูจน์ DNA ยืนยันไม่ได้แต่งตัววาบหวิว วันเกิดเหตุใส่กางเกงขายาว เสื้อคลุมมิดชิด
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความเตือนภัย หลังถูกชายชาวต่างชาติ ทำอนาจารบนเครื่องบิน โดยระบุว่า “เหตุการณ์บินกลับไทย เจอผู้โดยสารคนปากีลวนลามทำอนาจารถึงขั้นเสร็จกิจ เริ่มด้วยตอนเครื่องออกจากดูไบ มันเริ่มเอามือพาดมาที่เก้าอี้ที่เรานั่ง ก็เอะใจว่าทำไมไม่เอามือไปไว้ที่นั่งตัวเอง หลังจากนั้นเราก็เผลอหลับไปกับลูก
ต้องบอกก่อนว่าการเดินทางไปครั้งนี้ เราไปกับลูกสาวอายุ 4 ขวบ พอเราเผลอหลับไป เริ่มรู้สึกตัวเหมือนมีมือมาจับอยู่บริเวณก้นด้านขวา แล้วมีความรู้สึกเปียกตรงบริเวณนั้น ต้องบอกก่อนว่าเราห่มผ้าห่มนอน ตอนแรกคิดว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่พอนั่งไปสักพัก เห็นเขานั่งจ้องหน้าเราตลอด แล้วเอามือมาเล่นหน้าจอบนเครื่องบินที่เรานั่ง ซึ่งคนปกติเขาไม่ทำกัน
อีกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึงไทย เราเลยบอกเรื่องนี้ให้แอร์ฟังว่าเราโดนกระทำอะไรบ้าง แอร์เลยเรียกมาคุย เขายอมรับแล้วก็ร้องไห้ ก้มกราบ ขอโทษแต่เราไม่ยอม เลยให้ตำรวจขึ้นมาจับตัว เพื่อที่จะนำไปดำเนินคดี
แล้วพี่สต๊าฟคนไทยขึ้นมาเห็นว่าที่กางเกงเรามีรอยคราบ เลยยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ว่า แบบโหทำถึงขั้นแบบเสร็จกิจเลยหรือ ต้องบอกก่อนว่าเราหลับลึก เพราะกินยานอนหลับ ปรับเวลาตอนขึ้นเครื่อง แสดงว่ามันกระทำการตั้งแต่เราหลับแล้ว เราเป็นคนเดินทางต่างประเทศบ่อยมาก นั่งเครื่องบินก็บ่อยไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้เลย ตอนนี้ตำรวจท่องเที่ยว ทางร้อยเวรแล้วก็ทางสารวัตร ตม.กำลังดำเนินคดีให้เราอยู่
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด คุณพิม ผู้เสียหายเดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.หญิง ศิรประภา กุเวฬรัตน์ รองสารวัตรสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อให้ปากคำ พร้อมนำกางเกงที่ใส่ในวันเกิดเหตุมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อเป็นหลักฐาน
คุณพิม เปิดเผยว่า หลักแจ้งความ วันนี้เดินทางนำกางเกงที่ใส่ในวันเกิดเหตุมาให้พนักงานสอบสวน พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ก่อนเกิดเหตุตนและลูกสาววัย 4 ขวบ เดินทางมาจากอิตาลี แต่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เพื่อเดินทางต่อมาที่ไทย ซึ่งเป็นเที่ยวบิน 02.45 น. ตนได้เลขที่นั่ง 32A ส่วนลูกสาวได้ที่นั่ง 32B ส่วนคนก่อเหตุซึ่งเป็นชาวปากีสถานได้ที่นั่ง 32C โดยนั่งอยู่ก่อนแล้ว จึงบอกให้ลูกสาวเปลี่ยนที่นั่งไป 32A ริมหน้าต่าง ที่เข้าไปนั่งตอนแรก สังเกตเห็นเขาเอามือมาพาดที่วางแขนฝั่งเรา ทำให้เราอึดอัน ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรและหลับไป เพราะเหนื่อย
คุณพิม เปิดเผยว่า พอตื่นมารู้สึกเหมือนมีมือมาจับที่ก้นด้านขวาในลักษณะลูบ และรู้สึกเปียก ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้ เพราะลูกสาวนอนอยู่ที่ตัก กะว่าพอเครื่องลงแล้วค่อยเรียกเจ้าหน้าที่ช่วย ตอนนั้นทำได้เพียงขยับตัวให้เขารู้ว่าเราตื่นแล้ว จากนั้นเราก็มองไปที่เขาและเหมือนเขาจะรู้ตัวและมองมาที่เรา แล้วเอามือมาแตะที่จอด้านหลังพนักพิงเบาะหน้าเรา ทั้งที่เบาะเขาก็มี
คุณพิม เปิดเผยว่า กระทั่งเครื่องลงจอด จึงเรียกเจ้าหน้าที่มาแล้วเล่าเหตุการณ์ให้เขาฟัง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของสายการบิน ซึ่งเป็นคนไทยขึ้นมาบนเครื่องแล้วบอกกับตัวเองว่า มีคราบที่กางเกงตรงสะโพกด้านขวา ถึงได้รู้ว่าที่รู้สึกเปียกคืออะไร
“โชคดีที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดกับลูกตัวเอง ถ้าเราไม่เปลี่ยนที่นั่งอะไรจะเกิดขึ้น จึงรู้สึกไม่โอเค ทั้งที่เขาก็เห็นว่าเรามากับลูกยังมาทำแบบนี้อีก และที่ออกมาพูด เพราะอยากออกมาเตือนสำหรับผู้หญิงที่ต้องเดินทางคนเดียว เดินทางมากับเด็กให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ยืนยันว่าไม่ได้มีการแต่งตัววาบหวิวใดๆ วันเกิดเหตุใส่กางเกงขายาว สวมเสื้อคลุมมิดชิดยังเกิดเรื่อง”
“ขอบคุณเจ้าหน้าที่ของสายการบิน ซึ่งพอทราบเรื่องก็ให้การช่วยเหลือโดยทันที ซึ่งหลังจากนี้ก็คงต้องปล่อยให้เป็นกระบวนการของกฏหมายต่อไป”
ขณะที่ พ.ต.อ.วันชัย วงศ์วาณิชอนันต์ ผกก.สน.ดอนเมือง เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือว่าเกิดขึ้นน้อยมาก จึงต้องร่วมกันตรวจสอบข้อกฎหมาย เพราะเหตุการณ์เกิดบนเครื่องบิน และเป็นสายการบินต่างชาติ ตามหลักการแล้วกฎหมายที่จะเอาผิดผู้กระทําความผิดในเรื่องของทางเพศ โดยเฉพาะในเรื่องของการอนาจาร ไม่ถูกระบุไว้ในกฎหมาย จึงต้องไปสืบค้นกฎหมายลูก
ก่อนพบว่ามีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ มาตราที่ 11 ระบุไว้ว่า ผู้อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบิน ผู้ใดกระทํากันอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ต้องระวังโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งต้องทำการสอบสวน รวมถึงนำวัตถุพยานซึ่งเป็นกางเกงที่ผู้เสียหายใส่ในวันเกิดเหตุส่งตรวจเก็บดีเอ็นเอ เพื่อนำมาประกอบการดำเนินคดีต่อไป