เปิดเหตุผล อัยการสูงสุด ชี้ขาดไม่ฟ้อง ‘แทนไท’ กับพวก คดีฟอกเงินกว่า 4,500 ล้าน ชี้ ไม่มีเส้นเงินเว็บพนันที่ละเมิดลิขสิทธิ์ “มูฟวี่ทูฟรี” ถึง เจ้าตัว
เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 จากกรณีเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ทาง สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้มีหนังสือเเจ้งคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กับพวกรวม 6 ราย
ในคดีความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐาน ฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินสมคบ และร่วมกันฟอกเงิน คดีละเมิดลิขสิทธิ์-เว็บหนังเถื่อน-ฟอกเงิน-เอี่ยวเว็บพนัน มูลค่าเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท ไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ขอเพิกถอนหมายจับ นายแทนไท กับพวกที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้อง
โดยคดีนี้ผู้ต้องทั้ง 11 ราย ประกอบด้วย นายนุวัฒน์ ยงยุทธ, น.ส.สารินี นุชนารถ, นายแทนไท ณรงค์กูล, นายพีรเดช ศรียศ, นายพิสิษฐ์ธัช เปรมวณิชยดล หรือนายพรชัย ปินคำ, นายศรัญญู สมใจ, นายสายชล ยงยุทธ นายเหมรัศมิ์ ไชยสิงห์ หรือเขมณัฐสวัสดิ์, นายพิชัย ชาวหญ้าแพรก, น.ส.กุลภัสสร์ สำเภารอด, นายไชยยุทธ์ ศันสนะบวร
สำหรับรายละเอียดเหตุผลที่ อัยการสูงสุดชี้ขาดไม่ฟ้องนั้นเนื่องจาก พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีที่เป็นความผิดมูลฐาน คือ สำนวนคดีพิเศษที่ กล่าวหานายนุวัฒน์ ยงยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 นางสาวสารินี นุชนารถ ผู้ต้องหาที่ 2 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดให้ประชาชนฟังและหรือชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพโดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นเพื่อการค้า
โดยกระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพ ภาพยนตร์ต่างประเทศของผู้เสียหาย จำนวน 63 เรื่อง ของบริษัท วอร์เนอร์ บรอสเอ็นเทอร์เทนเม้นท์ อิงค์ กับพวก รวม 65 บริษัท ทำการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ มูฟวี่ทูฟรี ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ คืออยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ
โดยผู้ต้องหาที่ 3 ,5 ,8 -11 ไม่ได้ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ในคดีพิเศษที่ 22/2563 อันเป็นความผิดมูลฐานกรณีเว็บไซต์แห่งหนึ่ง สำหรับชมภาพยนตร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นทั้งในและต่างประเทศ
โดยการสอบสวน น.ส.ศรีแพร บัวจำ ผู้กล่าวหา ตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ ให้การว่า สำหรับนายแทนไท ณรงค์กูล ผู้ต้องหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ชื่อ “Tantaiz/Tantaiz.1688” มีบทบาทติดต่อธุรกิจโฆษณาและเชื่อมโยงกับการดูแลระบบเว็บไซต์หลายแห่ง
ได้มีทีมงานชื่อ “Deep” ทำหน้าที่ด้านเทคนิค ทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์ ทั้งนี้ นายทะเล ชาติสุทธิ์ พยานซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์หนึ่ง ที่ให้บริการเช่าสัญญาณรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ไทย-ต่างประเทศ และรายการถ่ายทอดสดออนไลน์ ยืนยันว่าประมาณต้นปี 2561 ซื้อไฟล์ภาพยนตร์จากเว็บไซต์หนึ่ง โดยการติดต่อไปกับบุคคลชื่อ “Tantaiz.1688” ผ่านโปรแกรมไลน์ จึงจำได้ว่าชื่อจริง “แทนไท” ที่เคยติดต่อขอให้ลงโฆษณาเว็บไซต์พนัน บนเว็บไซต์หนึ่ง
แต่จากคำให้การของนายทะเล ชาติสุทธิ์ ไม่ได้ให้การยืนยันว่าติดต่อซื้อไฟล์ภาพยนตร์จากเว็บไซต์ ผ่านผู้ต้องหาที่ 3 คงยืนยันแค่เพียงว่าซื้อไฟล์ภาพยนตร์จากเว็บไซต์เท่านั้นและให้การยืนยันว่าผู้ต้องหาที่ 3 ติดต่อขอลงโฆษณาเว็บไซต์พนัน ในหน้าเว็บไซต์ ของนายทะเล โดยได้โอนเงินชำระค่าบริการเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำนวน 6,000 บาท
และจากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาที่ 8 – 11 เกี่ยวข้องในการโอนเงินให้กับ น.ส.เจนจิรา บำรุงศิลป์ เป็นค่าใช้บริการลงโฆษณาที่เว็บไซต์ ของนายทะเล มิใช่เว็บไซต์ ในคดีนี้แต่อย่างใด
จากรายงานการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 3 ,5,8-11 ได้รับโอนเงินหรือมีการรับโอนเงินต่อจากเส้นทางการเงินจากผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน คงปรากฏเส้นทางการเงินจากผู้ต้องหาที่ 3 ,8-11 โอนไปยังนางสาวเจนจิรา บำรุงศิลป์
ทั้งจากพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่านางสาวเจนจิรา บำรุงศิลป์ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ และผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 อย่างไร
แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า3,8-11 มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์หลายเว็บไซต์ เช่น เว็บพนันออนไลน์ โดยได้ความจากการสอบสวนนายทะเล ชาติสุทธิ์ ว่าเว็บไซต์ที่ผู้ต้องหาที่ 3 ติดต่อขอให้ลงโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์
และมีผู้ต้องหาที่ 8-11 เกี่ยวข้องในการโอนเงินเป็นค่าใช้บริการลงโฆษณาที่เว็บไซต์ ของนายทะเล มิใช่เว็บไซต์มูฟวี่ทูฟรี ส่วนผู้ต้องหาที่ 5 เป็นผู้จดทะเบียนใช้ชื่อเว็บไซต์มูฟวี่ทูฟรี ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2557 (ก่อนเกิดเหตุคดีนี้)
ต่อมาภายหลังประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 ผู้ต้องหาที่ 5 ไม่สามารถควบคุมดูแลระบบของเว็บไซต์นี้ได้ โดยในช่วงวันเกิดเหตุผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกเป็นผู้ควบคุมดูแลและดำเนินการเกี่ยวกับเว็บไซต์ดังกล่าว
สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนว่า ผู้ที่เข้าควบคุมการใช้งานเว็บไซต์ มูฟวี่ทูฟรี คือ ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 เป็นเจ้าของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของมูฟวี่ทูฟรี ด้วย
กรณีจึงรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาที่ 1 ยึดเอาเว็บไซต์ มูฟวี่ทูฟรี มาเป็นของตน ดังนี้ ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ ผู้ต้องหาที่ 4 มิได้มีส่วนเข้ามาเป็นผู้ควบคุมดูแลหรือดำเนินการเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าว
ดังนั้น คดีความผิดในส่วนของผู้ต้องหาที่ 3, 5 ,8-11 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์มูฟวี่ทูฟรี ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า อันเป็นความผิดมูลฐาน ดังนั้น การดำเนินคดีในส่วนของการกระทำความผิดฐานฟอกเงินของผู้ต้องหาที่ 3 ,5 ,8 -11 ในคดีนี้ จึงมิใช่การกระทำต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐานใน
และยังปรากฏข้อเท็จจริงจากการสอบสวน พันตำรวจตรี ธฤตวันวานพัทธ์ พยานปากที่ 25 ว่าได้ตรวจสอบเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ รวมทั้งเว็บไซต์ของผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 แล้ว มีความเห็นว่า เว็บไซต์ดังกล่าวมิใช่เว็บไซต์สำหรับดูภาพยนตร์อย่างเดียว แต่เป็นเว็บไซต์ที่ป้อนกราฟิกและโฆษณาให้เว็บพนันออนไลน์ โครงสร้างเว็บ ถูกออกแบบให้สมาชิกที่เข้าชมเว็บไซต์สามารถเข้าเล่นการพนันออนไลน์ที่ลงโฆษณาและเผยแพร่ในเว็บไซต์ดังกล่าวได้โดยตรง
โดยให้ ความเห็นว่า เชื่อว่ารายได้หลักของเว็บไซต์มูฟวี่ทูฟรี มิใช่รายได้จากการชมภาพยนตร์ที่สมาชิกต้องเสียค่าบริการแต่เพียงทางเดียว แต่ยังมีรายได้จากเว็บพนันออนไลน์ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย
ซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้ทำการสอบสวนแยกให้เห็นถึงที่มาของรายได้จากเว็บไซต์ดังกล่าว ว่ามีรายได้จากการชมภาพยนตร์เท่าใด และมีรายได้จากการพนันออนไลน์เท่าใด อีกทั้งพยานหลักฐานทางคดี ไม่ปรากฏว่ามีเส้นทางการเงินจากผู้ต้องหาที่ 1 ,2,4,6และผู้ต้องหาที่ 7 ที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ มูฟวี่ทูฟรี อันเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานโอนเข้ามายังบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาที่ 3 ,5,8-11
จากพยานหลักฐานจึงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ต้องหาที่ 3 ,5 ,8-11 กระทำความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงินตามข้อกล่าวหา คดีจึงมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง
จึงมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้อง จึงชี้ขาดไม่ฟ้อง นายแทนไท ณรงค์กูล ผู้ต้องหาที่ 3 นายพิสิษฐ์รัช เปรมวณิชยดล หรือนายพรชัย ปินคำ ผู้ต้องหาที่ 5 นายเหมรัศมีหรือโอ๊ต ไชยสิงห์หรือเขมณัฐสวัสดิ์ ผู้ต้องหาที่ 8 นายพิชัย ชาวหญ้าแพรก ผู้ต้องหาที่ 9 นางสาวกุลภัสสร์ สำเภารอด ผู้ต้องหาที่ 10 และนายไชยยุทธ์ ศันสนะบวร ผู้ต้องหาที่ 11
ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2556 มาตรา 3 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 2, 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4
โดยคดีดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอทำความเห็น สมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ความเห็นจึงถูกส่งต่อไปให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นแย้งมาให้ฟ้องคดี จนอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดเมื่อเร็วนี้สั่งไม่ฟ้องคดีผู้ต้องหารายสำคัญบางราย