เลขาธิการ สพฉ.รับลูก รมว.สธ. สั่งสอบด่วนเคสรถพยาบาลเอกชนขวางกู้ชีพศูนย์เอราวัณ พาหญิงชรา 83 ปี ป่วยมะเร็ง มีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออกส่งรพ. เรียกค่าเสียเวลา 1 พันบาท
จากที่มีผู้ร้องเรียนศูนย์นเรนทร สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุโทรแจ้งสายด่วน 1669 ขอความช่วยเหลือคุณแม่วัย 83 ปีซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็ง มีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก ต่อมามีการประสานรถพยาบาลเอกชน แต่เมื่อรถฉุกเฉินจากศูนย์เอราวัณ กทม. เดินทางไปถึงกลับถูกรถเอกชนจอดปิดขวางทางเข้าออกซอย เรียกเก็บเงินค่าเสียเวลา 1 พันบาท กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ. สั่งการให้ สพฉ.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดยเรื่องนี้ วันที่ 19 ส.ค.2569 นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการ สพฉ. ได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับศูนย์เอราวัณ โดยให้ตรวจสอบตั้งแต่ข้อมูลการรับแจ้งเหตุ การสั่งการรถพยาบาล การปฏิบัติการของทีมผู้ปฏิบัติการ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับรถพยาบาลเอกชนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมกำชับให้ดำเนินการตามมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยอีก
โดยมีแนวทางการดำเนินงานเร่งด่วน 3 ข้อ 1.เร่งตรวจสอบสถานะรถพยาบาลและหน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบสถานะของหน่วยงานต้นสังกัดของรถบริการคันเกิดเหตุ ว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการหรือไม่ และรถคันดังกล่าวเป็นรถที่อยู่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินหรือไม่ ทั้งนี้ หากต้นสังกัดเป็นหน่วยปฏิบัติการแพทย์ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน หรือรถคันเกิดเหตุเป็นรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หรือไม่ หากพบว่าเป็นการวิ่งรถโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้รถผิดประเภท จะดำเนินการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดทันที
2.หากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการทางปกครองอย่างเคร่งครัด หากผลการตรวจสอบพบว่ามีมูลการกระทำผิด จะส่งเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการสอบสวนและพิจารณาโทษปรับทางปกครอง ดำเนินการสอบสวนและพิจารณาโทษทางปกครอง ไม่ว่าจะเป็น การขีดขวางรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และ/หรือมีพฤติการกรรโชกทรัพย์ จากญาติผู้ป่วย และหากพบว่าหน่วยปฏิบัติการ และรถคันดังกล่าวไม่อยู่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สพฉ. จะดำเนินการขึ้นบัญชีพฤติการณ์เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาการอนุมัติให้เป็นหน่วยปฏิบัติการ หรือรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินต่อไป
3.ยกระดับระบบประสานงาน ป้องกันเหตุซ้ำกรณีเรียก 1669 และรถพยาบาลเอกชนพร้อมกัน สพฉ. จะทบทวนและยกระดับแนวทางการประสานงานระหว่างศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 กับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการเข้าถึงผู้ป่วยเป็นไปอย่างชัดเจน รวดเร็ว และไม่เกิดความซ้ำซ้อน รวมถึงกำหนดแนวทางสำหรับกรณีที่ประชาชนประสานรถพยาบาลเอกชนควบคู่กับการแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 เพื่อป้องกันการขัดขวางหรือกระทบต่อการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน
“นอกจากนี้ สพฉ. อยู่ระหว่างเตรียมแนวทางความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการออกปฏิบัติการในระบบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการตรวจสอบรถที่ออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินโดยไม่ได้รับอนุญาต และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความปลอดภัยและเป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น” นายพิเชษฐ์ กล่าว
เลขาธิการ สพฉ. กล่าวอีกว่า ชีวิตและความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตคือสิ่งสำคัญที่สุด ระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีไว้เพื่อช่วยชีวิตประชาชน ไม่ใช่ช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ การขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด และ สพฉ. จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด พร้อมเร่งวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะนี้ซ้ำอีก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถโทรสายด่วน 1669 และได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน