ทนายตั้ม (จอมพลัง) ติดหนวด ร้องมหาดไทย สอบมูลนิธิ ‘กัน จอมพลัง’ เผยปมบ้านหรู 100 ล้าน เตรียมร้องดีเอสไอสัปดาห์หน้า บี้ปมฟอกเงินซ้ำ

วันที่ 4 ก.ย.2569 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ยื่นคำร้องต่อนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบการบริหารเงินบริจาค การจัดซื้อ จัดหา และการใช้จ่ายภายในมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

โดยวันนี้ทนายตั้มใส่สูทสีแดงเลือดหมู และติดหนวด และให้เรียกตนเองว่า ตั้ม จอมพลัง และบอกว่า “ผมไม่มีเงินจ้างบอดี้การ์ด เลยอยากให้โอนเข้าบัญชี”

ทนายตั้ม บอกว่า วันนี้มายืนให้ตรวจสอบมูลนิธิ กันจอมพลังช่วยสู้ เพราะมีประชาชนตั้งข้อสงสัยมา ขอให้ตนช่วยดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งวันนี้ต้องขอบคุณรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เดินทางมารับหนังสือ และจะดำเนินการไปตรวจสอบ เท่าที่รู้ตอนนี้มูลนิธิดังกล่าวย้ายไปอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ ดังนั้นกระทรวงจะต้องทำหนังสือไปถึงจังหวัด เพื่อให้ ผวจ.สมุทรปราการไปตรวจสอบ

ทนายตั้ม กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้ตรวจสอบคือ เงินที่โอนเข้ามาในบัญชีของมูลนิธิว่า โอนมาเท่าไหร่และโอนออกใช้จ่ายเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายนั้นได้ไปซื้อของหรือไปช่วยอะไรบ้าง

“ยังมีข้อมูลจากคนใกล้ชิดของกัน จองพลัง ที่ให้ข้อมูลว่า จะมีการให้บริษัทคนกลางไปซื้อของ เพื่อนำมาบริจาค ไม่มีการแจ้งรายละเอียด แต่มีการฟันส่วนต่าง ข้อมูลนี้ผมได้ข้อมูลมาจากคนใกล้ชิด ถ้าคุณกันรู้รับรองว่าตกใจแน่”

ทนายตั้ม กล่าวว่า ส่วนเรื่องบ้านของกันราคา 250 ล้าน ตนไปตามข้อมูลมาเหมือนกัน พบว่าอยู่ในหมู่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ส่วนตัวบอกว่าบ้านคงแค่ 60 ล้าน แต่มีค่าตกแต่งหรูหราคิดว่าเกิน 100 ล้าน แต่ไม่ถึง 250 ล้าน ซึ่งอยากให้ตรวจสอบ และในสัปดาห์หน้าจะไปยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจตรวจสอบ เรื่องการฟอกเงินกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

ทนายตั้ม กล่าวว่า การที่ตนออกมาเคลื่อนไหว ไม่ได้คุยกับใคร ตนคุยเพียงแค่ทนายเดชา ที่จะโทรพูดคุยส่งข่าวกันเท่านั้น ส่วนคนอื่น เช่น อาจารย์อ๊อด หรือต้นอ้อ พวกเขาก็ไม่ได้รู้จัก แต่เขาคงมีประสบการณ์ร่วม หรือประสบการณ์อะไรเกี่ยวกับ กัน จอมพลัง ตนก็ไม่รู้แต่ เท่าที่รู้ช่วงที่อยู่ในเรือนจำก็รู้ว่าคุณกันไปตรวจตรวจสอบหลายคนเหมือนกัน

“ไม่ได้กังวล หากกันจอมพลังจะมีแบ็กคอยช่วยเหลือ ตอนนี้แบ็กก็ไม่ได้อยู่ฝั่งรัฐบาล ก็ไม่เป็นไร ขอให้รัฐบาลเป็นฝ่ายตรวจสอบ”ทนายตั้ม กล่าว

ทนายตั้ม กล่าวว่า ส่วนกลุ่มไลน์ 12 คน ตนเข้ามาทราบว่า เป็นการตั้งกลุ่มเพื่อตั้งพรรคการเมือง หากการออกมาไลฟ์บอกว่าไม่เกี่ยวข้องหรือออกมาปฏิเสธ ตนมองว่าคงปฏิเสธได้ไม่เต็มปากว่า ผู้กองเป็นคนให้พรรคมา เพราะถ้าปฏิเสธทั้งหมด ตนเชื่อว่าคนอื่นในกลุ่มก็คงออกมาพูดแล้ว และที่พูดไลฟ์ว่าตนเคยติดคุกมาก่อน ยอมรับตนเคยติดคุก คนทั้งประเทศรู้ แต่รอสักวัน ถ้าวันนึงมีคนตรวจสอบแล้วพบความผิด คุณอาจจะเป็นลูกศิษย์เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตอนนั้นผู้กองก็คงช่วยเหลือไม่ได้

ทนายตั้ม ยืนยันการเคลื่อนไหว ไม่ได้ออกมาเพื่อช่วยเหลือ หนุ่ม กรรชัย พร้อมเล่าว่า ที่ผ่านมาตนเคยมีปัญหากับคุณหนุ่ม แต่คุณหนุ่มอายุเยอะกว่า แต่ยังมาง้อมาขอโทษ ตนมองว่ามันก็แฟร์แล้วเขาเป็นคนดี แต่อย่างกรณีของคุณกัน คุณหนุ่มเป็นคนปั้นคุณมา ไปออกโหนกระแสมาตั้งเท่าไหร่ แต่กลับทำไมบอกว่าหมอปลาเป็นคนปั้น พอจังหวะเริ่มเพลี่ยงพล้ำก็จะกลับไปง้อคุณหนุ่ม ตนมองว่าแล้วแต่คุณหนุ่มว่าจะกลับไปคืนดีหรือเปล่า

ทนายตั้ม กล่าวว่า ส่วนกรณีที่หลายคนสงสัยว่า กันจอมพลัง นั้นโทรมาหาตน ลักษณะมาปกป้องนักการเมือง หลังจากตนที่จะแฉขบวนการเว็บพนันออนไลน์นั้น เรื่องเกิดขึ้นตอนที่ตนกำลังไล่เช็กบิลพวกขบวนการเว็บพนันที่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ขอยืนยันว่า ตอนนั้นกันจอมพลัง โทรมาบอกให้หยุดแฉ หากตั้งข้อสังเกตว่า กันจอมพลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเหล่านี้หรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุอะไร กันจอมพลังคงไม่โทรมาหา เพื่อให้หยุดเรื่องดังกล่าว

ทนายตั้ม กล่าวว่า ส่วนเรื่องของโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของคนพิการ ซึ่งตอนนั้นตนเข้าไปพบปะกับนายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย กันจอมพลัง และคนอื่นๆ อีกหลายคน ในระหว่างกินข้าวกัน มีพูดถึงเรื่องอดีตว่าใครทำอะไรยังไง กันจอมพลังตอบว่า แต่ก่อนทำเว็บเสือแดงที่เกี่ยวกับลอตเตอรี่ออนไลน์ ตนจึงถามว่าแล้วเอาลอตเตอรี่มาจากไหน ราคาเท่าไร แพงไหม กันจอมพลังตอบว่า เขามีลูกพี่ที่ให้โควตามา จำไม่ได้แล้วว่ากี่เล่ม แต่กันจอมพลังไม่ได้ทำเว็บนั้นแล้ว แต่ยังได้โควตาอยู่ ได้กินปากเปล่าหรือส่วนต่างใบละ 50 สตางค์ หรือ 1 บาทไม่แน่ใจ แต่จำคำพูดของเขาได้ว่า ผ่านไปงวดหนึ่งได้เงินสบายๆ 500,000-1,000,000 บาท

ทนายตั้ม กล่าวว่า หลังจากนั้นมีกลุ่มคนพิการคนตาบอดได้มาร้องเรียนกับตน เรื่องนี้เคยตกเป็นข่าวมาแล้ว ว่าผู้ร้องเรียนถูกตัดโควตาไปจากกลุ่ม 5 เสือ ที่ถูกแย่งไปประมาณ 10,000 ฉบับ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ตนนัดคุยกับนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและผู้ร้องเรียนไว้ในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) ที่สมาคมฯ ส่วนเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ด้าน นายชัยวัฒน์ ระบุว่า หลังจากรับหนังสือไปจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมูลนิธิ ถ้าสถานที่ตั้งมูลนิธิอยู่ในกรุงเทพฯ ก็จะให้นายทะเบียนไปตรวจสอบ แต่หากอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด จะทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดไปดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งการตรวจตรวจสอบจะตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้าง การจ่ายเงินต่างๆ

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน