ตร.เผย สมีโชติ ตั้งมูลนิธิเถื่อนรับโอนเงิน ก่อนยักยอกเข้าบัญชีตัวเอง ยึดทรัพย์สินถึง 720 ล้าน แจงโต๊ะส้มไม่เกี่ยวกับคดีอาญา เป็นเพียงขยะต้องเอาสิ่งไม่ดีออกจากวัด

จากกรณีตำรวจกองปราบ จับกุมอดีตหลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร หรือ สมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาคดียักยอกเงินวัด 92 ล้านบาท พร้อมควบคุม สีกาเอ๋ หญิงสาวที่สนิทสนมกับสมีโชติ โดยยึดเงินสดและทองคำจำนวนมาก แถมยังปรากฏคลิปเสพเมถุนระหว่างสมีโชติกับสีกาเอ๋ด้วย ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น

สำหรับความคืบหน้าวันที่ 11 ก.ย.2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สำนักงานพระพุทธศาสนา สำนักงาน ปปง. ร่วมกันแถลงผลการดำเนินการจับกุม นายโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ สีกาคนสนิท ในคดีทุจริตเงินวัด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า บช.ก.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสจริงจัง และเรื่องพระ ตำรวจสอบสวนกลางมอบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มารับเรื่องร้องเรียน หลังเดือนต.ค.ต้องหาคนมารับงานนี้ต่อ และเราก็ดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ขอเน้นย้ำว่า พฤติกรรมของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับคำสอน สถานที่ และประเพณีอันดีงามที่สังคมพุทธศาสนาเราดำเนืนการมา เป็นเพียงแค่พฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันเงิน 92 ล้านบาท ไม่ได้เข้าวัดแน่นอน โดยพบทรัพย์สินที่ตรวจสอบยึดได้เกินกว่า 100 ล้านบาท ดังนั้นจะตรวจสอบสวนขยายผลต่อว่าเงินและทรัพย์สินมาจากไหนอย่างไร หากตรวจพบว่ามีทรัพย์สินอื่นเพิ่มเข้ามาก็จะขยายผลหาที่มาต่อไป

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 15 ก.ค.รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า เจ้าอาวาสวัดพุทไธสวรรค์ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและอาจจะใช้ตำแหน่งหน้าที่ของวัดทุจริตเงิน เลยมาขอให้กองปราบตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงค่อนข้างลำบาก เพราะวัดนี้มีนักการเมือง ข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ทหาร ตำรวจ นับถืออยู่จำนวนมาก เลยต้องระมัดระวังและพอเข้าไปตรวจสอบ ได้พยานหลักฐานพอสมควร ซึ่งมีพิรุธหลายอย่าง

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจพบ 2 เส้นทางการเงิน คือ เส้นแรกในการออกใบอนุโมทนาบัตรให้กับบุคคล ในการเช่าวัตถุมงคล 22 รายการ กว่า 2.8 ล้าน และพยานยังยืนยันว่าเจ้าอาวาสสั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นเรื่องจริง ส่วนอีกเส้นเงินคือ ใบอนุโมทนาบัตรออกมาเพื่อบำรุงวัด เส้นเงินนี้ 89 ล้านบาท และรวม 2 เส้นเงิน 92 ล้านบาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่าไม่มีเงินจำนวนนี้เข้าไปในบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ทำให้เชื่อว่าเจ้าอาวาสทุจริตเงินวัดจริง เมื่อมีหลักฐาน กองปราบจะรออะไร เข้าไปขอศาลอาญาทุจริตภาค 1 ออกหมายจับ

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า จนนำมาสู่การปฏิบัติการเมื่อวันที่ 10 ก.ย. และเข้าตรวจค้น 6 จุด ผลการตรวจค้น สามารถยึดทรัพย์ที่แปรสภาพจากความศรัทธาของประชาชนกว่า 215 ล้านบาท ซุกซ่อนตามที่ต่างๆ ในกุฏิ เป็นเงินสดทั้งสกุลไทยและสกุลต่างประเทศ ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ รวมกว่า 1,066 บาท ทองคำ พระเครื่อง โฉนดที่ดิน

“หลังจากนี้ ปปช. และ ปปง.จะช่วยในการขยายผลต่อ เพื่อแยกเส้นเงินออกมาว่าอันไหนเป็นเงินวัด อันไหนเป็นเงินส่วนตัว และแยกคนไม่ดีออกจากวัด เพื่อคืนความศรัทธาให้กับประชาชน”

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า ฝากไปยังคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ถ้ารู้สึกว่าเงินของตัวเองบริจาคไปแล้วและใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ให้เข้ามาให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา และฝากเตือนไปยังหลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลาย หากมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ให้หยุดทันที หากตรวจพบ ตนไม่เอาไว้แน่นอน

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารตั้งต้นของ 2 เส้นเงินนั้น ยังต้องขยายผลต่อ แต่ที่ชัเเจนคือ มาจากวัตถุมงคลของผู้มีจิตศรัทธา และเงินทำนุบำรุงปฏิสังขรวัดในระยะเวลา 3 เดือน ที่ตำรวจพบเส้นเงินนี้ ซึ่งแผนปทุษกรรมคือ เงินเส้นนี้โอนเข้าบัญชีของมูลนิธิที่เจ้าอาวาสตั้งมาเมื่อปลายปี 2568 แต่มูลนิธิยังไม่ถูกต้อง และไม่สามารถออกใบอนุโมทนาบัตรได้

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนั้นเมื่อเงินเข้ามูลนิธิก็โอนต่อจากมูลนิธิ มาเข้าบัญชีตัวเอง แต่กลับออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด โดยทรัพย์สินอยู่ที่เจ้าอาวาสส่วนหนึ่งและผู้หญิงอีกส่วนหนึ่ง หลังจากนี้จะขยายผลต่อ จากการตรวจสอบมูลนิธิดังกล่าว ไม่มีสิทธิออกใบอนุโมทนาบัตร ดังนั้นญาติโยมที่ต้องการเอาใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษี ขอให้เข้าแจ้งความได้ที่กองบังคับการปราบปราม

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. กล่าวว่า “ไม่มีอำนาจใดเหนือกรรมชั่ว” ตำรวจตรวจสอบมา 2 เดือน เพื่อไม่ให้กระทบความเลื่อมใสศรัทธา จนมั่นใจแล้วจึงหารือกับผู้ใหญ่เข้าจับกุม พร้อมกับสีกา หลังจากนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คลายข้อสงสัยและยืนยันว่า วัดยังคงอยู่ ศาสนายังคงอยู่ และไม่อยากให้คิดว่า สิ้นเจ้าอาวาสท่านนี้แล้ววัดจะหายไป อยากให้พุทธศาสนิกชนไปชมไปเที่ยวไปทำบัญไหว้พระ น่าจะดีกว่า หวังวัตถุมงคลจากคนบางส่วน ที่จ้องหาผลประโยชน์จากการทำบุญจากศรัทธา

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ตอบคำถามเพิ่มเติมว่า หากท่านทำถูกไม่ต้องกลัวว่าตำรวจสอบสวนกลางจะไปก้าวล่วง ส่วนกรณีประเด็นเรื่องการตรวจยึดโต๊ะกลมสีส้มนั้น ไม่ใช่ประเด็นของตำรวจในคดีอาญา และการที่เอาโต๊ะออกไปจากวัด เป็นการเอาสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด

“โต๊ะไม่ต่างจากขยะ กลัวว่าจะมีคนแผลงตามไปเช็กอินตามรอย จึงอยากให้ประชาชนไปตามรอยสิ่งที่สร้างสรรค์ ดังนั้นการกวาดลานวัด ก็ควรนำสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด เพราะโต๊ะไม่ใช่สาระสำคัญทางคดีอาญา”

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ บอกถึงข้อมูลมูลนิธิเพิ่มเติมด้วยว่า มูลนิธิที่นายโชติจัดตั้งขึ้นชื่อ ‘มูลนิธิหวันโชติ’ เป็นการนำชื่อวัดกับชื่อพระมารวมกัน และเพิ่งจัดตั้งเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยเพิ่งก่อร่างสร้างตัวให้ซื้อวัตถุมงคล ส่วนจะดังหรือไม่ ตนเองไม่สามารถตอบไม่ได้ และพบว่ามีเงินอยู่ที่ตัวพระจำนวนมาก

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวว่า สำหรับไทม์ไลน์ของคดี พบข้อมูลว่าสีกาเข้ามาอยู่ที่วัดตั้งแต่ปี 2550 เป็นโยมอุปอุปถัมภ์ แต่จะเข้ามาทำอะไร ตนเองไม่ทราบ ทราบเพียงว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนล้มละลายตั้งแต่ปี 2562 ก่อนที่จะปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายปี 2565 แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีทรัพย์สิน เป็นบ้าน 2 หลัง มีทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร แต่ทำไมมีเงินพวกนี้ และเงินไหลไปสู่หญิงอันเป็นที่รัก

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวว่า ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนั้น สีกาคนสนิทให้การปฏิเสธ และอ้างว่าเงินมาจากการหารายได้จากการทำมาหากิน ซึ่งก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงิน โดยไม่ปรากฏที่มาของทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอาชีพ และมีการใช้เงินในการผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วนนายโชติ อยู่กระบวนการของการสอบปากคำ และให้การปฏิเสธ แต่ไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้

ด้าน นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า เหตุที่นายโชติสึกไม่ได้ด้วยความสมัครใจ แต่เป็นปาราชิก ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ พร้อมบอกว่าการสแกนคิวร์อาร์โค้ด สามารถทำได้ในการบริจาคและเงินจะเข้าบัญชีวัดเท่านั้น

ทั้งนี้ ได้เตรียมมาตรการป้องกันปัญหาดังกล่าวในอนาคต โดยจะร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. เข้าสุ่มตรวจพื้นที่เสี่ยงทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อป้องกันไม่ให้พระภิกษุนำเงินของวัดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ในส่วนของการบริจาคเงิน ขอแนะนำให้ประชาชนใช้ระบบ e-Donation ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งเงินจะเข้าสู่บัญชีของวัดโดยตรงและสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ วัดบางแห่งยังคงมีตู้รับบริจาคที่ไม่สามารถยกเลิกได้ ประชาชนจึงควรพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนการร่วมทำบุญ

นายกฤศกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีพระหลายวัดทำเครื่องรางของขลังออกมาจำหน่ายนั้น เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล อย่าเหมารวม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้ “เรื่องนี้เป็นความเสื่อมของบุคคลบางคน อย่าได้เอาความเสื่อมของบุคคลบางคน มันทำลายศรัทธาของศาสนาพุทธ”

ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ปีที่แล้วก็มีเรื่องประมาณนี้เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ปีนี้น้อยลง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยายามเน้นย้ำคดีประเภทนี้ว่ากระทบต่อความเชื่อมั่น และความเคารพศรัทธาของพี่น้องประชาชน โดยหลายเรื่องที่ทำการสืบสวนพยายามหาพยานหลักฐาน หากพบเป็นเรื่องกระทำความผิด หากเป็นคดีอาญาจะไม่ปล่อยไว้ เด็ดขาด

“ส่วนหนึ่งขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เอาข้อมูลมาให้ทางกองปราบปราม ในส่วนนี้ยืนยันว่าข้อมูลหลายเรื่องที่นำมาสู่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มาง่ายๆ เรื่องนี้ที่พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาของเรา ถ้าเห็นพระที่ออกนอกลู่นอกทาง ประพฤติไม่ดี ก็อยากให้พวกเราช่วยกันปกป้องดูแล สถาบันพระพุทธศาสนาอย่าปล่อยให้พระที่กระทำผิดลอยนวลอาศัยความเชื่อมั่นเชื่อถือศรัทธามาหากิน”

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ปีที่แล้วรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามจะวางระบบการใช้จ่ายเงินของวัด เพื่อป้องกันการกระทำความผิดของพระสงฆ์ ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่ดี แต่วันนี้ยังเกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ ไม่อยากให้เกิดภาพแบบนี้อีก เพราะกระทบกับการที่เกี่ยวข้องก็พยายามวางระบบการใช้จ่ายเงินของวัดเพื่อไม่ต้องการให้พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดมีแนวโน้มเป็นในทางที่ดี วันนี้ยังมีเหตุเกิดขึ้นอีกเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่เราจะไม่ปล่อยผ่าน

สำหรับจากการตรวจค้นกุฏิ ตำรวจยึดทรัพย์สินของ สมีโชติ ทั้งเงินฝากในบัญชี 290 ล้านบาท เงินสด 138,309,986 บาท ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1,066 บาททองคำ คิดเป็นเงินกว่า 70 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของสมีโชติ กว่า 498 ล้านบาท

ส่วนทรัพย์สินของ สีกาเอ๋ ตำรวจยึดทรัพย์สินในบ้านพักย่านปทุมธานีเป็นเงินสด 3,873,614 บาท ทองคำน้ำหนัก 90 บาท คิดเป็นเงิน 6,151,500 บาท รวมมูลค่า 10,025,114 บาท

นอกจากนี้ยังตรวจยึดโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ สมุดบัญชี 7 เล่ม สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ รวมเป็น 10 รายการ รวมถึงกรมธรรม์สุขภาพ 1 ฉบับ ใบประกันทองคำ 6 ใบ ใบซื้อ-ขายทองคำ 7 ใบ สลากออมสิน 4 ใบ รวมมูลค่า 215,229,847บาทรวมทรัพย์สินของทั้งสองคน กว่า 720 ล้านบาท

อ่านข่าวที่เกี่ยวกับ “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน