‘อัจฉริยะ’ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยัน เงินชมรมฯไม่เกี่ยวกับเว็บพนันมวย อ้างแจงรายละเอียดได้ทุกอย่าง โยนให้สื่อคิดเอาว่าถูกกลั่นแกล้งหรือไม่
3 ต.ค. 69 – จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ 1 เข้าคุมตัว นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเช้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
ล่าสุดเวลา 15.00 น. ตำรวจไซเบอร์ได้คุมตัว นายอัจฉริยะ มายังกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อทำการสอบสวน โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บัญชาการจเรตำรวจ และ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.สอท.1 เป็นเจ้าของคดี
ระหว่างคุมตัวเดินเข้าห้องสอบอยู่นั้น นายอัจฉริยะ เปิดเผยกับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวว่า เงินบัญชีมูลนิธิไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีส่วนตัวของตัวเอง ยืนยันว่าสามารถชี้แจงรายละเอียดทุกอย่างได้หมด ส่วนจะถูกกลั่นแกล้งหรือไม่นั้น ให้ทุกคนไปคิดกันเอาเอง เนื่องจากถูกออกหมายจับเมื่อวานนี้ และบัญชีมูลนิธิได้เปิดบัญชีมาแล้ว 12 ปี ซึ่งมันคนละอย่างกันกับบัญชีส่วนตัว
ขณะที่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บัญชาการจเรตำรวจ และ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดเผยว่า การจับกุมในคดีนี้สืบเนื่องจากการขยายผลคดีขบวนการแอบลักลอบเล่นการพนันมวย ที่มีเงินหมุนเวียนถึง 1 พันล้านบาท เมื่อช่วงเดือนมีนาคมในพื้นที่ สน.บึงกุ่ม จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า ในเส้นเงินดังกล่าวมีเงินจำนวน 40 ล้านบาท เข้าไปเกี่ยวโยงกับเว็บพนันมวยถึง 212 ครั้ง จะเป็นที่มาของการออกไปจับ นายอัจฉริยะ ในครั้งนี้
เบื้องต้น เจ้าตัวได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา การปฏิเสธก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่จะให้การอย่างไรก็ได้ แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานและผู้เสียหายที่เข้าให้ข้อมูลกับตำรวจไว้ก่อนหน้านี้ โดยผู้เสียหายได้ระบุเจตจำนงค์อย่างชัดเจนว่า เงินดังกล่าวจะต้องไปช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากคดีอาชญากรรม
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พบว่ามีเงินหมุนเวียน ประมาณ 168 ล้านบาท และมีเงินหลาย 10 ล้านบาทที่เข้าไป เชื่อมโยงกับเว็บพนันมวย ยืนยันว่าการจับกุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งตามที่ตัวผู้ต้องหานั้นได้กล่าวอ้าง และจะให้ความเป็นแกทุกฝ่าย
ส่วนบัญชีส่วนตัวของ นายอัจฉริยะ พบว่ามีเงินที่อยู่ในบัญชีถึง 191 ล้านบาท ซึ่งจะต้องนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งเนื่องจากพบความเชื่อมโยง ทางเส้นเงิน ไปถึงชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่มี นายอัจฉริยะ มีอำนาจในการเบิกจ่ายแต่เพียงผู้เดียว ส่วนจะมีการให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน