‘แม่ภัทร’ ย้อนนาที ลูกชายพา 2 ชายฉกรรจ์ อุ้มคาบ้าน-ขึ้นรถตู้ นำตัวไปขังศูนย์ดูแล กาญจนบุรี แฉโดนล็อกตัว ต่อยเข้าที่ท้อง ตร.เร่งสอบสวน เตรียมเรียกสอบลูกชาย ลูกสาว

จากกรณีนางณภัทร หรือแม่ภัทร พร้อมด้วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เข้าแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หลังถูกลูกชายแท้ๆ จ้างวานรถกู้ภัยมาอุ้มตัวไปกักขังไว้ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี

สำหรับความคืบหน้า วันที่ 8 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านพักจุดเกิดเหตุของแม่ภัทร ในพื้นที่เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เพื่อจำลองและตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบว่าเป็นบ้านพัก 2 ชั้น ปัจจุบันถูกเช่าเป็นโรงงาน หลังจากที่คุณแม่ถูกอุ้มตัวไปยังศูนย์พักพิง บ้านหลังนี้ก็ถูกปล่อยเช่า เนื่องจากลูกสาวขาดรายได้ จากการลงพื้นที่บริเวณโดยรอบ เต็มไปด้วยกล่องบรรจุภัณฑ์ และมีพนักงานทำงานอยู่ภายในบ้าน

แม่ภัทร เปิดใจถึงเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า ขณะเกิดเหตุตนอยู่อาศัยภายในบ้านกับลูกสาว โดยลูกชายบอกว่าจะเข้ามาคุยเรื่องโรงงาน คุณแม่จึงกดรีโมทเปิดประตูให้ จากนั้นคุณแม่สังเกตเห็นชาย 2 คนสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีขาว ชายทั้ง 2 คนเข้ามาล็อกตัว ปิดปาก รวบยกขา และอุ้มคุณแม่ไปอย่างรวดเร็ว โดยลูกสาวนึกว่าพี่ชายจะพาคุณแม่ไปหาหมอ ตามที่เคยคุยไว้ จึงไม่ได้ห้าม

แม่ภัทร เล่าอีกว่า วันเกิดเหตุผู้ก่อเหตุไม่ได้ใช้อุปกรณ์ใดๆ แต่ใช้กำลังรวบล็อกตัว และอุ้มไปขึ้นรถตู้กู้ภัยที่จอดแอบไว้ เมื่ออุ้มมาถึงท้ายรถตู้ และวางตนลงกับพื้น ตนจึงร้องขอความช่วยเหลือ ชายคนที่ปิดปาก จึงผลักขึ้นท้ายรถตู้ และเมื่อคุณแม่ร้องขอความช่วยเหลืออีก ผู้ก่อเหตุจึงต่อยเข้าที่ท้อง พร้อมบอกว่าอย่าร้อง จากนั้นผู้ก่อเหตุอีกคนรีบขึ้นฝั่งคนขับ แล้วถอยรถเปิดไซเรนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

“สังเกตเห็นรถตู้คันดังกล่าวมีสติ๊กเกอร์ติดไว้ระบุข้อความ “MST Thailand” ระหว่างขับไปบนถนนลาดพร้าว ผู้ก่อเหตุพูดคุยกันว่าจะเปลี่ยนรถ เนื่องจากมีคนเห็นเหตุการณ์ ในจังหวะที่ยกโทรศัพท์ขึ้น เสื้อของผู้ก่อเหตุเลื่อนลง ทำให้คุณแม่สังเกตเห็นรอยสักรูปสามเหลี่ยมสีดำทึบ แล้วรู้ตัวอีกที ก็ไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จ.กาญจนบุรีเรียบร้อยแล้ว”

ด้านพ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง เปิดเผยว่า วันนี้ผู้เสียหายได้เดินทางเข้ามาลงบันทึกประจำวัน และแจ้งความกับอาสากู้ภัย 2 คนที่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว และวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้เสียหายมาแจ้งความในคดีลักทรัพย์ตู้เซฟมูลค่าประมาณ 9.4 ล้านบาท กับลูกชายและลูกสะใภ้

ขั้นตอนถัดไปมีความจำเป็นต้องเรียกคนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทั้งลูกชาย ลูกสาว รวมถึงเพื่อนบ้านที่แม่ภัทรกล่าวอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ส่วนพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างกล้องวงจรปิด หรืออะไรต่างๆ คงต้องแสวงหา

ทั้งนี้ในส่วนของกล้อง CCTV เชื่อว่าน่าจะไม่มีแล้ว แต่จะมีคลิป หรือมีภาพที่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ถ่ายหรือเก็บไว้ คงต้องเอาเข้ามาในสำนวนการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าสามารถที่จะเป็นองค์ประกอบความผิด หรือพิสูจน์ทราบได้หรือไม่ว่าผู้ใดกระทำความผิด

อย่างไรก็ตามจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้แจ้ง และผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มาให้การกับทางสน. โดยขณะนี้เองได้เก็บพยานหลักฐานของรายการโหนกระแสเอาไว้หมดแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน