เจ้าของแจงปมใบอนุญาต รับเคยใช้ผ้ามัดผู้ป่วยคุมตัวเองไม่ได้ แต่ขอญาติแล้ว ศบส.4 สั่งย้ายผู้ป่วยบ้านเสริมสุข รับดูแลผู้ป่วยไม่เป็นไปตามที่ขออนุญาต เกินมา 74 คน

วันที่ 8 ต.ค.2569 นายศุภชัย สิงโห ผอ.ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 4 เปิดเผยหลังเข้าตรวจสอบบ้านเสริมสุข เนอร์สซิ่งโฮม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใน จ.นนทบุรี ว่า จากการตรวจสอบจุดแรก มีผู้ป่วยมารับบริการ 11 ราย แต่จุดนี้ขออนุญาตประกอบกิจการแค่ 9 เตียง จึงให้ผู้ประกอบการแก้ไขให้เหลือ 9 เตียง

โดยจุดแรกยังตรวจพบอีกอาคารที่เป็นตึก 3 ชั้น มีผู้รับบริการเข้ามาเพิ่มเติมอีก 58 คน ตึกนี้ไม่ได้ขออนุญาต จึงให้ผู้ประกอบการทำการเคลื่อนย้าย เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ

จากการสอบถามผู้ประกอบการพบว่า ยังเปิดศูนย์ดูแลผู้ป่วยโซนผู้หญิง มีผู้ป่วย 14 คน ซึ่งยังไม่ได้รับการอนุญาต จึงให้เคลื่อนย้ายผู้รับบริการออกเช่นกัน โดย สบส.ประสานงานทาง สสจ.นนทบุรี พม. กรมสุขภาพจิต เข้ามาช่วยดูแลแล้ว และจะให้เคลื่อนย้ายออกให้เร็วที่สุด เบื้องต้นประสานญาติของผู้ป่วยให้เคลื่อนย้ายออกไปก่อนด้วย

นายศุภชัย กล่าวว่า ส่วนความผิดนั้น เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการสถานพยาบาล ที่ประกอบกิจการโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ต้องไปดูในรายละเอียดว่าผิดกฎหมายส่วนไหนเพิ่มเติมอีก ก็จะดำเนินคดีส่วนนั้นด้วย แต่อันดับแรกต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ที่ขออนุญาตก่อน ส่วนผิดกฎหมายข้ออื่นๆ ต้องปรึกษาทีมกฎหมายอีกครั้ง

นายศุภชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบบ้านเสริมสุขฯ พบว่า ตอนขออนุญาต ขอ 9 เตียง เมื่อปี 2567 และขณะนั้นเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบไปแล้ว ยังไม่มีผู้มารับบริการ เราจึงตรวจสอบว่าสถานบริการเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และตามขั้นตอน จะมีการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ เพราะยังไม่ถึงวงรอบการต่อใบอนุญาต ส่วนที่ไม่ได้มาแจ้งเพิ่มเติม หลังมีผู้ป่วยเพิ่มมานั้น มองว่าอาจจะเพิ่มเข้ามาแบบทันทีทันใด

เมื่อถามว่าจากคำบอกเล่าของผู้ป่วยเข้ามาอยู่ปี 66 แต่ขออนุญาตปี 67 นั้น นายศุภชัย ระบุว่า ตนไม่ทราบ ส่วนจะไปตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่คงจะตรวจสอบลำบาก ซึ่งตามคำบอกเล่าของผู้ป่วยต้องไปทำการสืบสวนอีกครั้ง

เมื่อถามอีกว่า จากการตรวจสอบพบอุปกรณ์การล่ามโซ่หรือไม่ นายศุภชัย ระบุว่า ไม่พบ และได้ประสานตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมแล้ว

ส่วนการตรวจสอบพื้นที่ มีลักษณะของการใช้ความรุนแรงหรือไม่ นายศุภชัย ระบุว่า ณ วันนี้ที่ตรวจ ไม่มี ไม่พบ รวมถึงเรื่องบาดเจ็บก็ไม่พบด้วย โดยจะต้องไปหาข้อมูล เกี่ยวกับการกระทำความรุนแรงอีกครั้ง

ส่วนตอนเข้าไปมีลักษณะของการขอความช่วยเหลือหรือไม่นั้น นายศุภชัย ระบุว่า ยังไม่พบเช่นกัน ส่วนจะถึงขั้นปิดหรือไม่ คงต้องไปดูข้อกฎหมายก่อน แต่เบื้องต้นไม่เป็นไปตามที่ขออนุญาต และให้นำผู้รับบริการออกไปให้ไวที่สุด

ด้านเจ้าของบ้านที่เปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชในเครือของบ้านเสริมสุขฯ ชี้แจงว่า ศูนย์ยื่นขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข รองรับผู้เข้ารับบริการ 25 เตียง และเข้าใจมาโดยตลอดว่าเอกสารที่ยื่นผ่านศูนย์ใหญ่เป็นไปอย่างถูกต้อง

หลังจากนี้คงต้องไปตรวจสอบรายละเอียดจากศูนย์ใหญ่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แนะนำให้ส่งผู้ป่วยกลับไปอยู่กับญาติและดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้อง

เจ้าของบ้าน กล่าวว่า สำหรับบ้านหลังนี้เป็นบ้านของตนเองโดยตรง เปิดให้บริการมาประมาณ 2-3 ปี ขณะที่ศูนย์ใหญ่เปิดมานานกว่า 10 ปี จุดเริ่มต้นเกิดจากเพื่อนและคนรู้จักฝากผู้ป่วยเข้ามารับบริการ ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยจิตเวชและผู้สูงอายุ โดยผู้ดูแลทุกคนได้รับการอบรมเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้สูงอายุ รวมถึงมีกิจกรรมนันทนาการ และใช้ชีวิตร่วมกันในลักษณะครอบครัว

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงผู้ป่วยถูกล่ามโซ่หรือถูกทำร้าย เจ้าของบ้าน ยอมรับว่า ช่วงแรกเคยใช้ผ้ามัดผู้ป่วยบางราย ที่มีอาการอาละวาดหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก่อนดำเนินการจะขออนุญาตจากญาติก่อนทุกครั้ง เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป ยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือใช้ความรุนแรง พร้อมระบุว่าผู้ป่วยจิตเวชบางราย อาจไม่ยอมรับว่าตัวเองมีอาการป่วย ขณะที่เรื่องการให้คำปรึกษา มีพยาบาลวิชาชีพคอยให้คำแนะนำ

ด้านอาหารการกิน ยืนยันว่า ผู้เข้าพักได้รับอาหารครบ 3 มื้อ โดยช่วงเช้าเป็นข้าวต้ม หมู หรือต้มจืด กลางวันมีอาหาร 2 อย่าง หรืออาหารจานเดียว เช่น ผัดซีอิ๊วและราดหน้า พร้อมขนมหวานหรือผลไม้ และมีนมให้ก่อนนอน ส่วนรายละเอียดค่าใช้บริการและแพ็กเกจการดูแลผู้ป่วยนั้น ไม่ทราบต้องถามทางศูนย์ใหญ่

สำหรับรายได้ เจ้าของบ้านระบุว่า ตนเองได้รับเป็นเงินเดือน ส่วนค่าเช่าบ้านเดือนละ 20,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ศูนย์ใหญ่เป็นผู้จ่ายให้พร้อมยืนยันว่าไม่มีกรงขังเหมือนเคสที่ จ.กาญจนบุรี อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน