ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับจำคุก 1 ปี “ทนายตั้ม” กับพวก ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาทครอบครัวสหายแสง พร้อมสั่งชดใช้ 3 แสนบาท

วันที่ 29 ต.ค.2569 ที่ศาลจังหวัดนครพนม นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เดินทางมาศาลจังหวัดนครพนมเพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 4 คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยคดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวปมข้อพิพาทเงิน 25 ล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งพาดพิงอดีตข้าราชการการเมืองและครอบครัวอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาแก้ เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ไม่รอการลงโทษ พร้อมให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 300,000 บาท

โดยนายษิทรา เบี้ยบังเกิด กับนักธุรกิจหญิง ถูกนายธนบวร สิริคุณากรกุล อดีตผู้ช่วยเลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง และน.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ บุตรสาวนายศุภชัย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

มีน.ส.ช่อฉัตร โตชูวงศ์ นักธุรกิจ เป็นจำเลยที่ 1 และนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เป็นจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งรายละ 10 ล้านบาท รวม 30 ล้านบาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า แม้การแถลงข่าวไม่ได้ระบุชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึงโดยตรง แต่การอ้างตำแหน่งและความสัมพันธ์สามารถทำให้บุคคลทั่วไปทราบได้ว่าหมายถึงผู้ใด โดยข้อความบางส่วนมีลักษณะเป็นการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวในทางเสื่อมเสีย ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนายธนบวรและน.ส.ศุภพานี ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะตามข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3

ส่วนกรณีของนายศุภชัย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า การกล่าวพาดพิงถึงตำแหน่งและความสัมพันธ์เป็นเพียงการระบุให้ทราบถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท ไม่ได้มีข้อความกล่าวหาว่านายศุภชัยร่วมกระทำการหลอกลวง จึงยังไม่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาท ศาลจึงพิพากษายกฟ้องและยกคำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนดังกล่าว

สำหรับการกำหนดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธมาโดยตลอด และไม่มีเหตุบรรเทาโทษให้ลดโทษตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่โทษจำคุก 2 ปีที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ยังหนักเกินไปเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี จึงกำหนดโทษใหม่เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี โดยไม่ลดโทษและไม่รอการลงโทษ

ทั้งนี้ ศาลให้เหตุผลเกี่ยวกับการไม่รอการลงโทษว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการแถลงข่าวที่มีลักษณะมุ่งหวังผลต่อข้อพิพาททางคดี โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงานของผู้เสียหาย อีกทั้งยังไม่ปรากฏเหตุเพียงพอที่จะให้รอการลงโทษ ส่วนค่าสินไหมทดแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้แก่นายธนบวร จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ขณะที่น.ส.ศุภพานี ศาลเห็นว่าจำนวน 500,000 บาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้สูงเกินสมควร จึงลดเหลือ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษา รวมเงินต้นที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดจำนวน 300,000 บาท

ส่วนคำขอค่าสินไหมทดแทนของนายศุภชัย จำนวน 500,000 บาท ศาลพิพากษายกคำขอ เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในส่วนดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

สำหรับมูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2565 จำเลยทั้งสองร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับข้อพิพาทกรณีเงินจำนวน 25 ล้านบาท โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถูกอดีตข้าราชการการเมืองหลอกลวงเงินเพื่อนำไปใช้ในการวิ่งเต้นคดีความ นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวพาดพิงถึงประวัติส่วนตัว การศึกษา และความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งฝ่ายโจทก์เห็นว่าเป็นข้อความที่ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และสถานะทางสังคม จึงนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ต่อมาศาลจังหวัดนครพนมมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ พร้อมให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายธนบวร จำนวน 100,000 บาท นายศุภชัย จำนวน 500,000 บาท และน.ส.ศุภพานี จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน