ออยศรี เปิดหลักฐานแฉ มูลนิธิเป็นหนึ่ง เปิดเส้นทางการเงิน โอนเข้าบัญชีครอบครัวกว่า 100 ครั้ง พบรายงานประชุม 2 ฉบับต้องสงสัย

วันที่ 1 พ.ย.2569 ที่สำนักงานปรึกษากฎหมาย ย่าน แจ้งวัฒนะ หลักสี่ น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ออยศรีและผองเผือก” พร้อมด้วย นายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA. จรรยาบรรณองค์กร มูลนิธิ และสื่อ ร่วมกันแถลงว่า จะมาพูดถึงมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้ติดตามเรื่องมูลนิธิมาปีกว่าแล้ว ซึ่งก็มีผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว

มูลนิธิเป็นหนึ่งมีจุดเริ่มต้นที่มีปัญหา แต่ตัวของคุณต้นอ้อที่เป็นประธานมูลนิธิมีพฤติกรรมชอบนำเสนอข่าวผู้อื่นอยู่ตลอดอย่างกระโชกโฮกฮาก แต่พอถึงข่าวตัวเองแล้วไม่ยอมพูด

มูลนิธิเป็นหนึ่ง

ออยศรี เปิดหลักฐานแฉ มูลนิธิเป็นหนึ่ง เปิดเส้นทางการเงิน โอนเข้าบัญชีครอบครัวกว่า 100 ครั้ง พบรายงานประชุม 2 ฉบับต้องสงสัย

เมื่อประมาณปี 2567 มีการก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่งขึ้นมา จากนั้นตัวของซ้อได้แจ้งความคุณต้นอ้อว่าปลอมลายเซ็นของคุณซ้อลักษณ์ เพื่อจัดตั้งมูลนิธิขึ้น แต่คุณต้นอ้อปฏิเสธว่า ไม่มีการปลอมลายเซ็นใด ๆ ทั้งสิ้น จึงมีเหตุให้คุณต้นอ้อไลฟ์สดและพูดเรื่องนี้

คุณต้นอ้อเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือคุณเมื่อปี 66 แต่มีมูลนิธิเป็นหนึ่งในวันที่ 30 เม.ย.2567 แต่ต่อมาวันที่ 1 ก.ค. คุณวิลัยลักษณ์ หรือ ซ้อลักษณ์ และคุณปุ๊กกี้ได้ออกมาบอกว่ามีปัญหาเรื่องของการซื้อวุฒิการศึกษา และปลอมลายเซ็น หลังจากนั้นตนก็ได้มีโอกาสรู้จักกับคุณวิไลลักษณ์และคุณปุ๊กกี้

ต่อมา 24 ต.ค.68 ผู้ว่าฯนนทบุรี มาแจ้งความว่าเป็นผู้ใช้เอกสารปลอม ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อปฏิเสธตลอดว่าไม่เคยปลอมลายเซ็น พร้อมกับจะดำเนินคดีให้กับคนที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ต่อมาวันที่ 4 มิ.ย.2569 มีการสั่งให้สืบพยานในทางลับ ซึ่งวันนั้นคุณต้นอ้อได้รับสารภาพว่า “มีการปลอมลายเซ็นซ้อลักษณ์ เพื่อเอาไปจัดตั้งมูลนิธิจริง และใช้เอกสารปลอม” ซึ่งในวันนั้นก็มีคำพิพากษาออกมาว่า มีการปลอมลายเซ็นจริง

จากนั้นสื่อได้เริ่มลงข่าว แต่ต่อมาทนายของคุณต้นอ้อ มีการร่อนจดหมายลักษณะให้อ่านแล้วเข้าใจผิดว่า “ศาลไม่อนุญาตให้นำเสนอ” ซึ่งตนอยากชี้แจงว่า ศาลเพียงแค่ว่าไม่อนุญาตให้คนให้บุคคลภายนอกเข้าไปเท่านั้น ส่วนคำพิพากษาสามารถนำเสนอได้

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้คุณต้นอ้อได้ไปแจ้งความซ้อลักษณ์ ว่า แจ้งความเท็จ ยืนยันว่าไม่มีการปลอมลายเซ็น แต่เมื่อภายหลังคุณต้นอ้อรับสารภาพแล้ว นั่นหมายความว่า คุณต้นอ้อ เป็นฝ่ายแจ้งความเท็จเอง ซึ่งตอนนี้ตำรวจได้มีการออกหมายเรียกให้คุณต้นอ้อมาให้ปากคำอีกครั้งหนึ่งแล้ว

​โดยในตอนนี้สถานะ 3 คดีหลักของคุณต้นอ้อปัจจุบันมีผลสิ้นสุดเด็ดขาดในชั้นศาลแล้ว คือ คดีแจ้งความเท็จ ที่ศาลแขวงดอนเมืองศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกโดยรอลงอาญา อยู่ระหว่างขั้นตอนรออุทธรณ์

คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 ศาลอุทธรณ์ จังหวัดสระแก้ว ศาลพิพากษา คุณต้นอ้อผิดจริง จำคุก 24 เดือน รอลงอาญา

และ คดีที่ 3 หมิ่นประมาท ออยศรีและผองเผือก มีการใส่ร้ายตน ขณะเดียวกันคุณต้นอ้อได้รับสารภาพว่า เจตนาแต่งเรื่องให้ตนได้รับความเสียหายซึ่งผลพิพากษาคือจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท เลือกที่จะสารภาพสาร จึงให้รอลงอาญาและลดโทษเหลือกึ่งหนึ่ง คือจำคุก 6 เดือนปรับ 10,000 บาท

ด้าน นายภูวกร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบเอกสารและพฤติกรรมแอบอ้าง นอกจากปลอมลายเซ็นจัดตั้งมูลนิธิแล้วในวันที่ยังเป็น กลุ่มเป็นหนึ่ง มีรายงานการประชุมอันหนึ่ง ที่เป็นรายงาน จะต้องส่งเจ้าหน้าที่รัฐ มีรายละเอียดว่า มีคน 9 คน มารวมกลุ่มกันว่าจะจัดตั้งมูลนิธิ แต่ในตอนนั้นมีชื่อคุณซ้อลักษณ์อยู่ด้วย

และต่อมา 6 พ.ค.2567 ประชุมวาระที่ 2 เพื่อไปยื่นต่อธนาคารกสิกรไทย ในการขอเปิดบัญชีในนามมูลนิธิเป็นหนึ่ง มีการใส่ชื่อคุณซ้อลักษณ์ ในรายงานการประชุมอีกเช่นกัน ซึ่งไม่เป็นความจริง

จึงเป็นเหตุให้ซ้อลักษณ์ไปแจ้งความเพิ่ม ซึ่งจะมีนัดให้ปากคำในวันที่ 9 พ.ย.69 มีให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน และจะต้องรายงานกับนิติกรจังหวัดว่าเป็นการยื่นหลักฐานเท็จหรือไม่

ขณะเดียวกันมีผู้บริจาคที่สนับสนุนเงินให้ไปจัดตั้งมูลนิธิ แต่เกิดความสงสัยว่าเงินที่ให้ไปจัดตั้งมูลนิธินั้น ได้นำไปจดอย่างถูกต้องหรือไม่ จึงได้มอบหมายให้ตัวแทนไปแจ้งความคุณต้นอ้อในข้อหาฉ้อโกง

ต่อมา ทนายเก่ง ได้โอนให้คุณต้นอ้อไป 50,000 บาท แต่เมื่อรู้ว่ามีการปลอมลายเซ็นเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ จึงได้ไปแจ้งความคุณต้นอ้อด้วย

ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐได้เชิญคุณต้นอ้อไปเป็นวิทยากรและได้เผชิญหน้ากับผู้ว่าฯนนทบุรีซึ่งในขณะนั้นมีข้อพิพาทเรื่องการปลอมลายเซ็นอยู่ แต่คุณต้นอ้อก็เลือกที่จะไปเผชิญหน้าและลงรูปที่มีการถ่ายรูปร่วมกัน ซึ่งอาจจะทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดได้ว่า ไม่มีข้อพิพาทกันหรือไม่ จึงเกิดการตั้งคำถามว่า สถานะของมูลนิธิเป็นหนึ่งในตอนนี้ควรเป็นอย่างไร

ส่วนประเด็นที่คุณต้นอ้อ ออกมาบอกว่า เงินของมูลนิธิมีเพียงแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันเงินเหล่านี้ถูกโอนเข้าไปให้กับคนในครอบครัวของคุณต้นอ้อ จึงเกิดคำถามว่าเงินครึ่งหนึ่งของ 1 ล้านนั้น โอนเข้าไปในบัญชีส่วนตัวของแต่ละบุคคลทำไม

จากการตรวจสอบ พบว่า ​ยอดเงินบริจาคเข้ามูลนิธิ บัญชีธนาคารกสิกรไทยของมูลนิธิเป็นหนึ่ง มียอดเงินบริจาคเข้ามาทั้งหมดประมาณ 1 ล้านบาทเศษ (ไม่ถึง 2 ล้านบาท) โอนออกบัญชีส่วนตัวกว่า 50%

จากการตรวจสอบสเตทเมนท์ ที่ขอตามอำนาจศาล พบว่า เงินบริจาคประมาณครึ่งหนึ่ง ถูกโอนออกจากบัญชีมูลนิธิไปยังบัญชีส่วนตัวของบุคคลในครอบครัวของคุณต้นอ้อและบุคคลรอบตัวอื่น ๆ

นายภูวกร กล่าวว่า ตนเกิดความสงสัยว่า มีรายการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของคุณต้นอ้อและครอบครัว รวมกว่า 100 ครั้ง ประมาณ 80% คิดเป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาท มีการโอนเงินจำนวนเท่า ๆ กัน เช่น ยอดประมาณ 15,000 บาท ออกเป็นประจำทุกเดือนอย่างน่าสงสัย ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 เช่น กุมภาพันธ์, มีนาคม, เมษายน

หาก คุณต้นอ้อ จะอ้างว่าเพราะมีเพียงบุคคลภายในครอบครัวจึงจำเป็นต้องโอนเงินเพื่อนำไปทำภารกิจ หากจะบอกในประเด็นนี้ก็ควรที่จะชี้แจงสเตทเม้นให้ชัดเจน

นอกจากนี้ คุณต้นอ้อ มีคดีขายอาวุธปืน ปัจจุบันอยู่ในชั้นอัยการ สาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากอัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้องหลายรายที่อยู่ต่างจังหวัด และบางรายลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. (ช่วงกุมภาพันธ์ 2569)

​และ คดีบ้านกำเงิน ตรวจสอบแล้วไม่มีใครถูกฟ้องดำเนินคดี ครอบครัวได้รับเด็กกลับคืนและมีวิถีชีวิตที่เหมาะสม ผลตรวจร่างกายเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ยืนยันว่าปลอดภัย 100% ไม่เคยมีเหตุการณ์ละเมิดทางเพศตามที่เคยโดนกระแสสังคมประณาม

อย่างไรก็ตาม สุดท้าย สิ่งหนึ่งที่ต้องตรวจสอบคือ คนที่จะเป็นประธานมูลนิธิจะต้องมีฐานะชัดเจน มีทรัพย์สินของตัวเอง เช่น บ้าน รถ แต่ช่วงที่เพิ่งแจ้งจัดมูลนิธินั้นเป็นพนักงานบริษัท ชื่อย่อ ก. มีบริษัทอยู่แถวบางใหญ่ จึงตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลานั้น ได้ทำงานให้กับบริษัทแห่งนี้หรือไม่

และเวลาจะเปิดรับบริจาค มูลนิธิจะต้องมีไทม์ไลน์ในการเปิดรับบริจาคอย่างชัดเจน ว่าจะเปิดตั้งแต่วันนี้ และสิ้นสุดวันไหน แต่กรณีของมูลนิธิเป็นหนึ่งนั้น ยังไม่เคยเห็นเลย

“จึงอยากฝากถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ขอให้เร่งรัดกระบวนการยื่นเรื่องต่ออัยการเพื่อพิจารณาเพิกถอน เลิกมูลนิธิเป็นหนึ่ง เนื่องจากปล่อยเวลาล่วงเลยมานานกว่า 3 เดือนแล้ว นับตั้งแต่คดีปลอมเอกสารสิ้นสุด”

นอกจากนี้ ขอฝากถึงกระทรวง พม. และกรมเด็กและเยาวชน ตั้งคำถามถึงการทำงานร่วมกับอาสาสมัคร พลเมืองดี ที่มักนำภาพเด็กหรือเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มาไลฟ์สดหรือโพสต์ภาพสื่อโซเชียล ซึ่งเป็นการตอกย้ำและกระทำซ้ำต่อเหยื่อ

เตือนสติว่า พม. เคยสอนว่า ไม่ควรให้มีภาพข่าวเด็ก แต่เหตุใดจึงปล่อยให้ประธานมูลนิธิฯ นำภาพเด็กมาเปิดเผยสร้างกระแสและรับบริจาคได้หลายครั้ง

ทั้งนี้ ปัจจุบัน คุณต้นอ้อ มีคดีความอาญาที่ต้องเผชิญและถูกดำเนินคดี รวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 7 คดี (ยังไม่รวมคดีขายอาวุธปืน คดีบ้านกำเงิน และคดีฟอกเงิน/ฉ้อโกงประชาชนที่กำลังสะสมพยานหลักฐานเพิ่มเติม)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน