ตร.สอบสวนกลาง พบเงินหมุนเวียนในบัญชีของมูลนิธิ บุ๋ม ปนัดดา มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท จ่อออกหมายเรียก-หมายจับ ตอบหมายจับแรกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยันแม้เงินบริจาค 5 บาทหากใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าฉ้อโกง-ฟอกเงิน ต้องดำเนินคดีทั้งหมด
ตำรวจสอบสวนกลาง พบเงินหมุนเวียนในบัญชีของมูลนิธิบุ๋มปนัดดา มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท ขณะนี้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานคาดสัปดาห์หน้าจะรู้ผลว่าต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับใคร ยังอุบหมายจับแรกจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยืนยันไม่ว่ายอดเงินบริจาคจะเป็น 1,000 บาทหรือ 5 บาท 10 บาทแต่หากมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าเป็นการฉ้อโกงหรือโยกย้ายเงินก็เป็นการฟอกเงินต้องดำเนินคดีทั้งหมด ส่วนกระแสข่าวให้รับจบเพียงคนเดียวเป็นไปไม่ได้เพราะตำรวจรับเรื่องไว้ทั้งหมดแล้ว
เมื่อวันที่ 2 พ.ย 69 พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาสัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่ นางสาวบุญยนุช แสงศรี หรือออยศรี เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือกและผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือกจำกัด ได้เดินทางเข้าแจ้งความและส่งมอบพยานหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในคดีที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดีของ บุ๋ม ปนัดดา หรือ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิดและสามีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนในทุกมิติอย่างรอบด้าน
ทางด้านกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้รับเรื่องและดำเนินการสืบสวนสอบสวนในทุกประเด็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวเรื่องเงินรับบริจาคหรือการดำเนินงานของมูลนิธิว่ามีความถูกต้องตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
โดยในส่วนของยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีต่างๆตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2562 เป็นต้นมาพบว่ามีตัวเงินค่อนข้างสูง พบว่ามีเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้านบาทและเกือบถึง 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้บริจาคที่เป็นคนมีชื่อเสียงและเซเลบในสังคม ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ หรือหากมีการยักยอกโยกย้ายแปลงสภาพเงินก็จะต้องพิจารณาว่าความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่
สำหรับการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินและการนำทรัพย์สินไปเปลี่ยนแปลงโยกย้ายหรือส่งต่อให้กับบุคคลอื่นนั้นทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาความผิดตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ โดยยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งผู้ร้องเรียนและทางมูลนิธิแต่ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามประเด็นกระแสข่าวเกี่ยวกับการให้รับจบเพียงคนเดียวว่า ตอนนี้มันมีข้อมูลว่าอาจจะมีการให้รับจบแค่คนเดียว มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ ทาง บช.ก. เราจะยอมไหม พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า คดีนี้รับเรื่องไว้หมดแล้ว ไม่ว่าผู้กระทำความผิดคือใคร ก็ต้องดำเนินคดีทั้งหมด
ส่วนกรณีที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าบริจาค 1,000 บาทแต่เล่นงานกลุ่มมูลค่าความเสียหายที่มากถึงหลักล้านบาท พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ ระบุว่า หากมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์จากยอดบริจาค เช่น มีผู้บริจาคเงินเข้ามาจริง ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยจำนวนเงิน 5 บาท, 10 บาท, 1,000 บาท หรือจำนวนมาก แล้วปรากฏว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีการลวงเงินที่กำหนด ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบเงื่อนไขของมูลนิธิอย่างละเอียดว่า มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้เงินและการเบิกจ่ายอย่างไร หากมีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดเงื่อนไข หรือมีการนำทรัพย์สินไปโยกย้าย ถ่ายเท เปลี่ยนแปลง ไปให้บุคคลอื่นดำเนินการต่อ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากมีการประชุมกรรมการมูลนิธิก็ต้องไปดูว่ามีการทำผิดกฎของมูลนิธิหรือไม่และดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของมูลนิธิต่างๆ
ในส่วนของขั้นตอนต่อไปทางพนักงานสอบสวนจะเร่งประชุมและตรวจสอบสำนวนคดีในทุกมิติรวมถึงประเด็นความเสียหายจำนวนกรรมและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อให้มีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้หรือวันจันทร์หน้าพร้อมทั้งจะพิจารณาในเรื่องของการออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริงตามกฎหมาย
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าผู้ที่จะถูกออกหมายจับเป็นคนแรกจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางก็ยิ้มและไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวว่าจะเป็นใครกล่าวเพียงว่าต้องดูจากพยานหลักฐานที่มีว่าบุคคลใดที่เข้าข่ายการกระทำความผิด


