ทนายไข่มุก โต้ “เบ็น ฅนขลัง-ณัฐผี” ปัดข่มขู่คุกคาม ยันไม่เคยติดตามถ่ายภาพใคร แจงปมขัดแย้งจัดงานบุญ ลั่นไม่เคย “อมเงินทอนวัด”
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 4 พ.ย.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.อรนุชญา รุ่งเรืองนพรัตน์ หรือ ทนายไข่มุก ให้สัมภาษณ์กรณี นายไตรพล นาคสมบูรณ์ หรือ “เบ็น ฅนขลัง คลังวิชา” นักเขียนสายพระ พร้อมด้วย นายณัฐผี ยูทูบเบอร์ช่อง ณัฐผี Official และกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนหลายร้อยคน
เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ หลังกล่าวอ้างว่าถูกทนายความหญิงอินฟลูเอนเซอร์ และชายคนสนิทข่มขู่ คุกคาม ทั้งติดตามถ่ายภาพ หลังขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา

ทนายไข่มุก โต้ “เบ็น ฅนขลัง-ณัฐผี” ปัดข่มขู่คุกคาม ยันไม่เคยติดตามถ่ายภาพใคร แจงปมขัดแย้งจัดงานบุญ ลั่นไม่เคย “อมเงินทอนวัด”
ทนายไข่มุก กล่าวว่า กรณีที่มีการนำภาพ และข้อความไปเผยแพร่ผ่านสื่อ พร้อมติดแฮชแท็กทนายไข่มุก และอินฟลูเอนเซอร์นั้น ตนเห็นข่าวดังกล่าวแล้ว มีการนำภาพจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนไปเผยแพร่ ซึ่งเฟซบุ๊กที่ตนใช้อยู่มีทั้งบัญชีส่วนตัวชื่อ “Kai Jamjerd” ซึ่งเป็นชื่อเดิม และเพจส่วนตัว
ทั้งนี้ ขอเล่าเป็นนิทานว่า “ตนทำให้มูลค่าของสินค้าบางอย่างลดลง” โดยประเมินความเสียหายไว้ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันล้านบาท เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวดำเนินกิจกรรมมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และมีฐานผู้ติดตามที่เข้มแข็งจากการดูแลแฟนคลับมาอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งมีการวางแผนจัดงานในระยะยาวอีก 10-20 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดปัญหา แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่ตนเข้ามาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของวัด จึงมีหน้าที่เข้าไปดูแล และตรวจสอบการดำเนินงาน
ซึ่งหลังจากเข้าไปทำหน้าที่ ได้ตรวจพบข้อสงสัยบางอย่างที่เห็นว่าอาจไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงเข้าไปถ่ายทำรายการภายในพื้นที่วัด มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่
โดยก่อนหน้านี้มีการแจ้งเตือนผ่านทนายอาร์ม ให้ทราบว่าประเด็นดังกล่าวยังเป็นปัญหา และการถ่ายทำรายการไม่สามารถดำเนินการบนพื้นที่โบราณสถานได้ จึงมีการขอยุติคลิปวิดีโอดังกล่าว ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมรับว่าการดำเนินการเช่นนั้นไม่สามารถทำได้
ส่วนเรื่องหลักฐาน ตนมีทั้งคลิปเสียง และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยนำออกมาเผยแพร่ เพราะเห็นว่าเมื่ออีกฝ่ายทำไม่ถูกต้องก็ควรยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กล่าวหาว่าตนสร้างบัญชีเฟซบุ๊กอวตารเพื่อปิดหูปิดตาคนในกลุ่ม หรือทำให้ผู้ติดตามเข้าใจผิด
ทั้งนี้ กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความศรัทธาของกลุ่มผู้สนับสนุนว่า ตนไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่าผู้ที่บริสุทธิ์หรือผู้ที่ชื่นชอบบุคคลดังกล่าวเป็นคนงมงาย แต่ต้องการให้ทุกคนใช้สติในการพิจารณาข้อมูลและตรวจสอบประวัติให้รอบด้าน เพราะความเชื่อถือในตัวบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ
โดยอยากให้ย้อนกลับไปตรวจสอบประวัติและคลิปต่าง ๆ ที่เคยมีการกล่าวถึงการรับรองพระบางรูป รวมถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงพระอรหันต์หรือการรับรองสถานะของพระบางรูป ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบ
ส่วนกรณีที่มีผู้วิจารณ์ว่าตนพูดจารุนแรง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากภาพลักษณ์เดิมนั้น หากย้อนดูประวัติในเฟซบุ๊กย้อนหลังไปประมาณ 10 ปี จะเห็นว่าตนเป็นคนพูดจาชัดถ้อยชัดคำมาโดยตลอด ไม่ได้เพิ่งมีพฤติกรรมดังกล่าวในช่วงนี้
โดยการไปออกรายการในวันนั้นมีวัตถุประสงค์เพียงต้องการพูดคุยและหาทางไกล่เกลี่ยให้ได้เงินคืน ไม่ได้ต้องการให้เกิดคดีความ เพราะในฐานะทนายความก็ไม่ได้ต้องการให้เรื่องบานปลายจนต้องดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการรวมตัวของกลุ่มผู้สนับสนุน โดยกล่าวถึงการไลฟ์สดก่อนวันเดินทางมารวมตัว ซึ่งมีการประกาศแจกสิ่งของและในวันถัดมามีการนำสิ่งของดังกล่าวไปเปิดขายภายในกลุ่มในราคาประมาณ 1,500 บาทจากของที่ประกาศว่าแจกฟรี
โดยมองว่าการนำสิ่งของมาแจกฟรีก่อนจะนำไปจำหน่ายในภายหลัง เป็นเหตุผลให้ผู้คนเดินทางมาร่วมกิจกรรมมากขึ้นหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้ดูถูกความศรัทธาของประชาชน
ทั้งนี้ เรื่องที่ตนเข้าไปตรวจสอบไม่ได้มีเพียงประเด็นการจัดกิจกรรมเท่านั้น แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน และค่าใช้จ่ายในการจัดงาน เช่น การจัดซื้อเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นเงิน 100,000 บาท หรือการซื้อครีมในวงเงิน 100,000 บาท ซึ่งตนเห็นว่าควรตรวจสอบความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายเหล่านี้
ส่วนกรณีค่าใช้จ่ายในการจัดงานที่พระธาตุดอยตุง ตนไม่มั่นใจตัวเลขที่แน่นอน เช่นหากมีรายได้ 4-5 ล้านบาท จะถูกหักออกไป 2-3 ล้านบาทเป็นค่าจัดงานทั้งหมด ขณะที่ตนเองก็มีส่วนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วน โดยเป็นผู้ควักเงินส่วนตัวออกมาช่วย และไม่ได้เบิกเงินจากบัญชีที่ใช้ในการจัดงาน
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมบนพื้นที่พระธาตุดอยตุง ซึ่งอยู่ใกล้กับพระตำหนัก และพื้นที่ชายแดน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่โบราณสถานที่ได้รับการอนุรักษ์ โดยมีการนำโดรนขึ้นบินเหนือพระธาตุและเจดีย์ดอยตุง
ซึ่งสำหรับตนคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะ และจึงตั้งคำถามว่ามีการขออนุญาตก่อนดำเนินการหรือไม่ เพราะตนได้แจ้งเตือนแล้วว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ถูกต้อง แต่กลับมีการนำข้อความบางส่วนที่ตนพูดไปเผยแพร่ในลักษณะกล่าวหาว่าข่มขู่ และคุกคาม
ยืนยันไม่มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ไม่เคยติดตามถ่ายภาพใคร และไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเป็นใคร แต่กลับมีการนำเรื่องมาเชื่อมโยงกับตน ทั้งยังกล่าวหาว่ามีชายคนสนิทเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตนไม่เข้าใจว่ามีที่มาอย่างไร
พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับใคร แต่เมื่อมีการนำชื่อของตนไปกล่าวหา จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจง
ส่วนกรณีที่มีผู้กล่าวหาว่าตนเกี่ยวข้องกับเรื่อง “อมเงินทอนวัด” นั้น ยืนยันว่าเส้นทางการเงินในบัญชีส่วนตัวของตนขาวสะอาด ทั้งนี้การเบิกจ่ายเงินของวัดมีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และคณาจารย์เข้ามาช่วยตรวจสอบ และพิจารณาการเบิกจ่ายอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ด้านกฎหมาย เบื้องต้นได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่แล้ว โดยได้รับทราบว่าประเด็นที่อีกฝ่ายเดินทางมาแจ้งความเป็นเรื่องการข่มขู่และคุกคาม จึงตั้งข้อสังเกตว่าคดีลักษณะดังกล่าวตำรวจสอบสวนกลางจะรับทำหรือไม่
พร้อมฝากให้นักข่าวตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นตอของเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นเส้นทางการเงิน ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรได้รับการตรวจสอบ
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงประเด็นการจัดสร้างวัตถุมงคล โดยระบุว่าเคยมีการกล่าวอ้างว่าพระเครื่องรุ่นหนึ่งจัดสร้างเพียง 332 องค์ แต่ล่าสุดกลับมีการโพสต์ภาพองค์ที่ 335 จึงตั้งคำถามว่าหมายความว่าอย่างไร รวมถึงกรณีการจัดงานทอดกฐิน 5 วัดที่มีการระดมเงินอีกครั้ง
โดยมองว่าควรตรวจสอบเส้นทางการเงินให้ชัดเจน พร้อมระบุว่าขณะนี้อีกฝ่ายกำลังจะจัดตั้งมูลนิธิ ซึ่งต้องรอติดตามรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าข้อมูลที่กล่าวมาบางส่วนเป็นการยกตัวอย่างในลักษณะนิทาน และต้องการให้สังคมพิจารณาว่ามีเหตุมีผลหรือไม่