เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามงานตามนโยบายโดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำที่จังหวัดประทุมธานีว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วย พลเอกอนุ พงษ์เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลระยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ลงพื้นที่ดูการบริหารจัดการน้ำการเกษตร คลองระพีพัฒน์ แยกตก บริเวณประตูน้ำที่ 8 เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตร พร้อมรับฟังปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่
ขณะที่นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมชลประทาน บรรยายการใช้ประโยชน์จากคลอง ร่องสวน ประตูระบายน้ำ และพื้นที่แก้มลิง ทำให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง และระบายน้ำในฤดูฝน และช่วยบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งพื้นที่แก้มลิงดังกล่าวยังช่วยเกษตรในพื้นที่ทุ่งรังสิตกว่า 3 แสนไร่ ทำการเกษตรปลูกข้าวปทุมธานี 1 และมีการปรับเปลี่ยนทำสวนปาล์มน้ำมันทดแทนการสวนส้ม ที่ประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำจากดินเปรี้ยว
ทั้งนี้ ปัจจุบันคลองระพีพัฒน์สามารถส่งน้ำได้ 40ล้าน ลบ.ม. ต่อวินาที และมั่นใจมีน้ำเพียงพอเพื่อการเกษตรและบริโภคในหน้าแล้งเพราะมีน้ำต้นทุนจากเขื่อนป่าสักมีถึง 960 ล้านลบ.ม. จึงทำให้มีความพร้อมทั้งแผนการส่งน้ำและแผนการเพราะปลูก
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่สวนปาล์ม 38 ไร่ ของนายอักษร น้อยสว่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ ซึ่งเป็นสวนที่น้อมนำแนวทางพระราชดำริโครงการแก้มลิง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ในร่องสวน โดยได้รับการส่งเสริมจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่มาร่วมพัฒนาเรือดูดตะกอนเลนในร่องสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ และตะกอนเลนยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเป็นปุ๋ยให้กับดิน
ซึ่ง นางสาวมณี โชติรส ลูกสาวเจ้าของสวนแห่งนี้ ระบุว่า จากการนำแนวคิดมาปรับใช้ทำให้สวนมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี รวมถึงสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยในปีนี้ราคาปาล์มน้ำมันอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 5 บาท พร้อทครอบครัวและชุมชนละแวกดังกล่าว ยังน้องนำแนวพระราชดำริทำเกษตรผสมผสนามปรับเปลี่ยนร่องสวน เลี้ยงปลา ปลูกข่า ปลูกตะไคร้ ปลูกกล้วยนอกเหนือจากการทำนา สามารถเป็นต้นแบบความสำเร็จให้กับชุมชนอื่น ที่สำคัญชาวบ้านยังรวมกลุ่มกันมีกองทุนน้ำมันหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านที่ปลูกปาล์ม หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้พบปะกับนักเรียน เกษตรกรในพื้นที่
