เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. ร่วมกับนายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธุ์ ผอ.กองคดี 1 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและตัวแทนธนาคารต่างๆ แถลงข่าว มาตรการคืนเงินที่อายัดได้ให้กับประชาชนจำนวน 5 ราย รวม 467,359 บาท หลังตกเป็นเหยื่อแก็งคอลเซ็นเตอร์ โดนก่อนหน้านี้ได้ส่งมอบเงินคืนให้ผู้เสียหายแล้ว 77 ราย รวมส่งมอบเงินคืนผู้เสียหายแล้วทั้งสิ้น 82 ราย รวมเป็นเงินกว่า 12 ล้านบาท
พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ กล่าวว่า ผู้เสียหายส่วนใหญ่ที่สามารถอายัดเงินได้ทันจะรู้ตัวว่าถูกคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ในเวลาประมาณ 15-30 นาที จึงรีบโทร.เข้าไปแจ้งสายด่วน 1710 และทางธนาคารเจ้าของบัญชีเพื่อให้อายัดเงิน แต่หากใช้เวลามากกว่านั้น เงินบางส่วนไปอาจถูกคนร้ายถอนออกไปได้
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตำรวจไทยร่วมกับตำรวจไต้หวัน ประสานความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ส่งข้อมูลข่าวสารสำคัญ เบาะแสคนร้ายมาตลอด ยอมรับว่าไต้หวันคือฐานปฏิบัติการใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีจุดกำเนิด มีคีย์แมน มีขบวนการ เพราะไต้หวันมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สำหรับคนร้ายชาวไต้หวัน ตำรวจจับไปแล้ว 40-50 ราย หัวหน้าขบวนการใหญ่จับกุมแล้ว ที่เหลือคือเครือข่ายที่ต้องติดตามจับกุมต่อไป
นายพีระพัฒน์ กล่าวว่า แก็งคอลเซ็นเตอร์เริ่มรวมตัวกันกลับเข้ามาก่อเหตุตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย 10-20 ราย มูลค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยให้เหยื่อไปเปิดบัญชีใหม่และปิดบัญชีเก่า ก่อนจะให้โอนเงินเข้าบัญชีใหม่ที่ตัวเองเปิด เนื่องจากไม่มีคนไทยรับจ้างเปิดบัญชีแล้ว ซึ่งคนร้ายจะไปกดเงินที่ต่างประเทศ
“สำหรับสถิติจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.2560 ถึงปัจจุบัน มีคดีเกิดขึ้น 445 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 235 ล้านบาท ในจำนวนนี้สามารถอายัดเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายได้จำนวน 85 คน เป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท” นายพีระพัฒน์ กล่าว
