จากกรณีเครนที่อยู่ระหว่างการติดตั้งภายในพื้นที่ก่อสร้าง โรงเรียนนานาชาติชรูวส์บิวรี่อินเตอร์เนชั่นแนล ย่านพระราม 9 ถล่มลงมาเป็นเหตุให้มีคนงานและนายใหญ่ ชัชวาลวงศ์สกุล อายุ 27 ปี วิศวกรคุมงานการประกอบเครน เสียชีวิต 5 ราย อีกทั้งยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย โดยเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
อ่านข่าว สยอง 5 ศพกลางกรุงเครนสร้างโรงเรียนถล่มทับคนงาน วิศวกรคุมเครื่องดับสลด!
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่สน.มักกะสัน ญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย เดินทางเข้าพบร.ต.ท.ปัณณฑัต สงวนทรัพย์ รอง สว.(สอบสวน) สน.มักกะสัน เพื่อติดต่อขอรับศพผู้เสียชีวิตกลับไปบำเพ็ญกุศลตามภูมิลำเนา
นางสมจิตร โฉมอุปฮาด อายุ 50 ปี แม่เลี้ยงของนายนิทัศน์ โฉมอุปฮาด หนึ่งในผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นคนขับเครนขณะที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวก็รีบเหมารถตู้จาก จ.เพชรบูรณ์ ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา เมื่อมาถึงกทม. ก็สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับทางบริษัทที่ลูกชายทำงาน ก่อนเดินทางมายังสน.มักกะสัน เพื่อติดต่อขอเอกสารไปดำเนินการรับศพลูกชายไปบำเพ็ญกุศล
ส่วนตัวยังรู้สึกตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่กิดขึ้น และได้พูดคุยกับพนักงานฝ่ายบุคคลของบริษัทที่บุตรชายทำงานอยู่ โดยจากการพูดคุยเบื้องต้นทางบริษัท จะจ่ายเงินให้ จำนวน 30,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการนำศพกลับไปบำเพ็ญกุศล และเป็นค่าทำเอกสาร ก่อนจะให้รวบรวมเอกสารมายื่นเบิกเงินจากประกันสังคม จำนวน 30,000 และเงินค่าประกันอุบัติเหตุ อีก 150,000 บาท ส่วนความช่วยเหลืออื่นๆ ยังไม่ได้รับการประสานใดๆทั้งสิ้น รู้แต่เพียงว่าจะนำเงินก้อนแรกมาให้ตอนรับศพออกจากนิติเวช รพ.รามา ซึ่งเงินที่ได้มาคงไม่คุ้มค่ากับการเสียชีวิตของบุตรชายไปอย่างแน่นอน ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปเรียกร้อง ถ้าเลือกได้คงไม่อยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ต่อมาเวลา 14.00 น. นางธนิษฐ์อร ไกรกิตติตวงธนา นักวิชาการแรงงานชำนาญการ พื้นที่3 เดินทางมาติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการดูแลผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย โดยกล่าวว่า ที่เดินทางมาในวันนี้ เพื่อที่จะมาคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการแก่แรงงาน ซึ่งอยู่ระหว่างประสานญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตว่า มีอะไรค้ำประกันอยู่บ้าง
ส่วนรายละเอียดต่างๆ ยังระบุไม่ได้ จะต้องสอบสวนรายบุคคล ตั้งแต่กลุ่มผู้ว่าจ้าง พยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และตรวจสอบความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเมื่อวานได้ส่งทีมวิศวกรไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่พยานในที่เกิดเหตุแต่ละรายให้การไม่ตรงกัน ซึ่งเบื้องตนมีเพียงฝ่ายบุคคลของบริษัทฯ ที่รับผิดชอบมาเข้าพบพนักงานสอบสวนเท่านั้น ส่วนรายละเอียดส่วนอื่นๆ ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน
ด้านพ.ต.อ.ฤทธี ปานดำ ผกก.สน.มักกะสัน กล่าวว่า วันนี้เชิญญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย มาสอบปากคำ ทางญาติก็ได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องการขอรับศพและสินไหมทดแทน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 8 ปาก หลังจากนี้จะต้องประสานบริษัทผู้รับเหมามาสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนเป็นประเด็นใดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งในวันนี้เวลา 15.00 น. ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่วิศวกรรมสถานมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจหาว่าที่เครนล้มนั้นเกิดจากอะไร และได้ประสานไปยังบริษัทติดตั้งเครน มาสอบปากคำที่สน.มักกะสัน ภายในวันนี้อีกด้วย แต่จะมาหรือไม่มานั้นตนไม่ทราบ
จากนั้นเวลา 14.30 น. ฝ่ายวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายก วสท. เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยใช้เวลาตรวจกว่า 1 ชั่วโมง
ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวภายหลังการตรวจสอบว่า เครนที่เกิดเหตุดังกล่าวมีการติดตั้งไว้ที่ระดับความสูง 9 เมตร เเต่ต้องการต่อเพิ่มขึ้นไปให้มีความสูงถึง 15 เมตร โดยจะต้องเพิ่มทีละ 2 เมตร ซึ่งในการติดตั้งต่อเครนเพิ่มแต่ละชั้น โดยเฉพาะตามบริเวณข้อต่อจะต้องใช้ประกับมาหุ้มแล้วใช้หมุดยึด แต่จากข้อมูลที่ทางเราได้รับ และจากการตรวจสอบเบื้องต้นสันนิษฐานได้ว่า มีการถอดตัวประกับออกก่อน ทั้งที่ยังไม่ใส่หมุดให้เรียบร้อย เพื่อให้ง่ายต่อการติดตั้ง จึงเกิดเหตุทำให้แขนของเครน เอนหลังลงมาฟาดจนกลายเป็นอุบัติเหตุสลดดังกล่าว
ทั้งนี้การติดตั้งเครนตามมาตรฐานทั่วโลก ก่อนจะทำการถอดประกับอออกนั้น จะต้องติดตั้งหมุดยึดให้ครบถ้วนเสียก่อน ทั้งนี้ อยากฝากเตือนไปยังบริษัทงานก่อสร้างต่างๆ ให้ยึดหลักปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความปลอดภัย
ขณะที่ รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท. กล่าวว่า ก็มีการย้ำว่า หลักขั้นตอนการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน อย่าไปคิดว่าการทำเกินเลยจะถูกต้องเสมอไป ยิ่งชำนาญมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นบ่อเกิดให้มีความประมาทมากขึ้น ก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้
รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. กล่าวว่า เครนตัวดังกล่าวประกอบไปด้วยปูนแข็ง ยาว 50 เมตร ด้านหลังของเครนจะสั้นกว่า ขณะที่ต้องรับน้ำหนักที่ปลายเครนถึง 2 ตัน เพราะฉะนั้นน้ำหนักที่แบกไปจะไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของเครนดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักสำคัญ เนื่องจากแขนของเครนมีความยาวกว่า 50 เมตร ด้านหลังของเครนจึงมีความจำเป็นจะต้องถ่วงน้ำหนัก เพื่อให้มีความสมดุลทั้งด้านหน้า และหลัง
ทั้งนี้ การใส่ดุมนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้เครนเคลื่อนที่ โดยทั่วไปแล้วเราจะกำหนดหลักการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งตามที่กำหนดไว้ หากไม่กำหนดไว้ จะทำให้เกิดแรงดัดที่ทำให้เกิดเหตุดังกล่าว เพราะจากภาพที่เห็นตัวเครนมีทุ่นน้ำหนักกระแทกเสาถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งเครนหัก ระหว่างนั้นผู้เสียชีวิตก็อยู่ใกล้กับบริเวณข้อต่อของเครน อย่างไรก็ตาม ปกติต้องให้ความมั่นใจในงานก่อสร้างที่ทำกันมายาวนาน ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่แล้วว่า ยังไงเครนดังกล่าวต้องเอนหลัง ทุกครั้งที่ติดตั้งเครนเสร็จแล้ว ต้องมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ได้ โดยเครนในกทม.นั้น ทุกตัวก็มีการติดตั้งเรียบร้อย จากการสังเกตนั้นข้อต่อของเครนใส่หมุดไม่ครบ ก่อนจะถอดตัวประกับออก จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

