จิตแพทย์แนะบอก 13 หมูป่า ปม จ่าแซม สละชีพ ให้เด็กเข้าใจสถานการณ์
จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือ หน่วยซีล กู้ภัย และอื่นๆ ที่ร่วมภารกิจปฏิบัติการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่า และผู้ฝึกสอน รวม 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย อย่างแข็งขันตลอด 24 ชั่วโมง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้ 13 หมูป่า เขียนจดหมายออกมาหาพ่อแม่และผู้ปกครอง ซึ่งข้อความของแต่ละคนสะท้อนถึงความรู้สึกที่ได้เผยออกมา
ด้านพญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์ กล่าวถึงกรณีที่น้องทั้ง 13 ชีวิตซึ่งติดอยู่ภายในถ้ำหลวง จ.เชียงราย เขียนจดหมายถึงผู้ปกครองว่า การเขียนจดหมายถึงกันในช่วงเวลาเช่นนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงความรู้สึกถึงกัน มีคุณค่าทางจิตใจที่อีกฝ่ายอยากบอกเล่าความเป็นไปและความรู้สึกให้รับรู้ เป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรให้เกียรติความเป็นส่วนตัวนั้นด้วยก่อนนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ แม้ช่วงแรกอาจจะคิดว่าไม่เป็นอะไร แต่ต่อไปในภายภาคหน้าอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้
“การที่เด็กๆ เขียนถึงผู้ปกครองว่าไม่ต้องเป็นห่วง คิดถึง เดี๋ยวจะออกไปหา มีอะไรที่อยากกิน เป็นการบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่อยากให้คนที่รักเป็นทุกข์ใจ การบอกว่าอยากกินโน่นนี่ก็เป็นวิสัยของเด็กที่จะบอกกับคนใกล้ชิดที่ผูกพัน” พญ.อัมพรกล่าว
พญ.อัมพรกล่าวถึงจดหมายของโค้ชเอกที่เขียนว่าสัญญาจะดูแลเด็กให้ดีที่สุดและขอโทษผู้ปกครองเด็กนั้นว่า มุมมองต่อชีวิตไม่มีถูกผิด แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะละเลยความถูกหรือผิดนั้นไป อยู่ที่ช่วงเวลากาลเทศะว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ควรหาคนถูก ผิด หรือไม่ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่สังคมควรเรียนรู้ไปพร้อมกัน เท่าที่เห็นโค้ชเอกเป็นคนที่มีจิตสำนึก เป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก มีความรักให้แก่เด็กจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โค้ชจะนำมาเป็นบทเรียนในชีวิตให้เขาเรียนรู้ต่อไป เมื่อออกมาโค้ชกับผู้ปกครองจะต้องสื่อสารกันเองถึงเรื่องดังกล่าว แต่ตอนนี้ภาพของสังคมเป็นภาพที่ดีมาก ทุกคนให้กำลังใจผู้ที่ติดอยู่ในถ้ำ หวังให้เด็กๆ ทุกคนรอดปลอดภัยกลับมา พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำให้กำลังใจโค้ชเอก สังคมไทยยังเป็นสังคมที่แข็งแรงเกื้อหนุนกันเสมอ
ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการที่น้องๆ เขียนจดหมายออกมาถึงผู้ปกครองตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีที่มีการสื่อสารกันในช่วงเวลาที่วิกฤต การบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง สื่อถึงการที่มีคนไปช่วยเขาแล้วเขารู้สึกมีความหวัง ยิ่งเขารวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนแน่นหนา จะทำให้เขามีความเข้มแข็ง ปลอดภัย
“ส่วนในกรณีที่โค้ชเอกเขียนขอโทษผู้ปกครองเด็กๆ นั้น เป็นความรู้สึกผิด ซึ่งเราตีความกันไปว่าความรู้สึกผิดนั้นไม่ดี จริงๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สามารถรู้สึกผิดได้เมื่อต้องไปเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนั้น สื่อถึงการมีสามัญสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบ การไม่มีความรู้สึกผิดเลยน่าเป็นห่วงมากกว่า เลวร้ายมากกว่า และกรณีที่มีคนบางกลุ่มบอกว่าเป็นความผิดของโค้ชนั้นถือเป็นความเห็นต่างที่สามารถมีได้ แต่อย่าพูดด้วยคำพูดที่รุนแรง โลกใบนี้มีเหตุสุดวิสัยเสมอ ไม่เช่นนั้นคนที่ไปปีนเขาเอเวอเรสต์หรือไปที่ต่างๆ แล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นก็มีความผิดทั้งหมด” นพ.ยงยุทธ กล่าว
ส่วนกรณีที่มีผู้ตั้งคำถามว่ามีอาสาหน่วยซีลเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือน้องๆและโค้ช จะสามารถบอกเรื่องนี้กับทุกคนที่ติดถ้ำได้หรือไม่ นพ.ยงยุทธกล่าวว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องปิด ต้องบอกให้เขาเข้าใจว่าทำไมการเข้ามาพบ การช่วยเหลือ หรือการนำออกจากถ้ำถึงล่าช้า เพราะมันเป็นเรื่องที่อันตรายและยากลำบากจริงๆ ไม่เช่นนั้นเด็กๆ อาจจะกระวนกระวายใจว่าทำไมถึงออกไปไม่ได้เสียที ให้รู้ว่าเราต้องช่วยอย่างระมัดระวังที่สุด แต่หากบอกไปแล้วเด็กๆ และโค้ชรู้สึกเสียใจก็สามารถสวดมนต์นั่งสมาธิส่งสิ่งดีๆ ไปยังคนที่เสียสละเพื่อพวกเขาได้ต่อไป
