เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 9 ธ.ค. พล.ร.อ.ม.ร.ว.พันธุม ทวีวงศ์ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งดำเนินเป็นวันที่ 57 วางพวงมาลา ถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดสุทัศนเทพวราราม ที่สวดพระอภิธรรม มาตั้งแต่ค่ำวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา
ต่อมาเวลา 11.00 น. ม.ร.ว.เทพกมล เทวกุล เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ และถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นวันที่ 40 ที่พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) โดยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศสวมชุดไว้ทุกข์สุภาพเรียบร้อย เดินทางมาต่อคิวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด โดยในเวลา 04.50 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี จากนั้นได้เปลี่ยนทางเข้าเป็นทางประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลาน ในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี
ทั้งนี้ พสกนิกรที่มากราบสักการะพระบรมศพทุกคนยังคงอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ เมื่อได้เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรทุกคนเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย
สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ไห้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 23.55 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 48,375 คน รวม 39 วัน มี 1,408,753 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงินยอดเงิน 3,276,177.25 บาท รวม 39 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 107,595,980 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขาและราชนิกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีราชสกุลกำภู ราชสกุลจักรพันธุ์ ราชสกุลภาณุพันธุ์ ราชสกุลจิตรพงศ์ ราชสกุลนพวงษ์ ราชสกุลสุประดิษฐ์ ราชสกุลกฤดากร ราชสกุลศุขสวัสดิ์ ราชสกุลทวีวงศ์ ร่วมเป็นเจ้าภาพ
พล.ท.กิตต์พงษกร นพวงศ์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการราชสกุลนพวงศ์ ที่มาร่วมบำเพ็ญกุศลถวายฯ เปิดเผยว่า ตนเคยเป็นราชองค์รักษ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527-2554 ตามเสด็จฯ ในถิ่นทุรกันดารทุกภูมิภาคของประเทศ เห็นในหลวงร.9 ทรงงานหนัก ซึ่งตนก็ได้ถวายงานด้วยการรับผิดชอบโครงการพระราชดำริใน 25 จังหวัดของภาคอีสานด้วย
“ผมเป็นทหารพัฒนาพื้นที่ ที่ในหลวง ร.9 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ดูแลด้านเศรษฐกิจพอเพียงที่ภาคอีสาน ในหลวงทรงรับสั่งในการทำงานด้วยว่า ต้องทำให้ราษฎรได้พออยู่พอกิน มีเหลือก็จำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนและเลี้ยงชีวิตตนเองได้ ที่สำคัญก็คือต้องทำบัญชีฟาร์ม บัญชีครัวเรือน ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอจนถึงปัจุบันนี้ เพื่อให้ราษฎรได้รู้ฐานะทางการเงินของตนเอง” พล.ท.กิตต์พงษกร กล่าว
ม.ล.ถวัลย์วดี ทวีวงศ์ อายุ 82 ปี ธิดาของ ม.ร.ว.เฉลิมลาภ ทวีวงศ์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวัง ผู้อำนวยการทรัพย์สินแห่งพระมหากษัตริย์ เป็นคนแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และดำรงตำแหน่งองคมนตรีในยุคนั้น เปิดเผยว่า คุณพ่อได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ตนรู้สึกซาบซึ้งและเป็นบุญแก่ราชสกุลอย่างยิ่ง อีกทั้งด้วยตัวเองเคยเป็นผู้ถวายเครื่องเสวยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ได้เห็นพระราชจริยวัตรของพระองค์ว่า ทรงเป็นผู้ที่คิดเร็ว ทำเร็ว และทรงมีกฎระเบียบ
ขณะที่ นางนันทนี ทวีวงศ์ อายุ 56 ปี บุตรสาว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในหลายๆ ด้าน นอกจากโครงการในพระราชดำริต่างๆ กว่า 4 พันกว่าโครงการแล้ว ยังทรงเป็นศิลปินนักวาดภาพ ฉายพระรูป และทรงดนตรี ซึ่งตัวเองในฐานะที่ทำงานด้านศิลปะ ก็รับรู้ได้ว่าพระองค์ทรงพระอัจฉริยภาพมากๆ เพราะพระองค์จะทำสิ่งใดจะทรงศึกษาอย่างจริงจัง และรู้ลึกทุกอย่าง ทั้งนี้ เพราะพระองค์จะทรงมีสมาธิในการทรงงานทุกอย่าง รวมถึงทรงมีธรรมะ มีบารมีสูง และนำหลักธรรมนั้นมาสอนประชาชนด้วยการปกครองประเทศ
นางนันทมาลี ภิรมย์ภักดี และนางอรพิมพ์ ปลื้มอารมณ์ สมาชิกราชสกุลจักรพันธุ์ ที่มาร่วมบำเพ็ญกุศลถวายฯ กล่าวว่า ราชสกุลจักรพันธุ์มีทั้งหมด 7 สาย พวกเราเป็นสายของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผู้ประพันธ์เนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 28 เพลง จากทั้งหมด 48 เพลง อาทิ เพลงแสงเทียน เพลงพระราชนิพนธ์อันดับแรกของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงเพลงยามเย็น เพลงพรปีใหม่ อีกทั้งยังทรงงานเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นองคมนตรีรับใช้เบื้องพระยุคลบาทจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ท่านตาจึงได้รับใช้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมาก
“พวกเราในราชสกุลจักรพันธุ์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง ร.9 โดยหลายคนเนื่อง ซึ่งลูกหลานทุกคนจะได้รับพระราชทานน้ำสังข์จากพระองค์ท่าน และได้พระราชทานพรหลักการใช้ชีวิตคู่ที่เราได้นำมาปฏิบัติใช้ว่า “หากคนหนึ่งร้อน ให้อีกคนหนึ่งเย็น ในวันข้างหน้าหากมีปัญหาให้นึกถึงวันนี้ วันที่มีความสุขที่สุด” ทำให้ชีวิตคู่เราประสบความสำเร็จและมีความสุข นอกจากนี้ ยังนำหลักคำสอนของพระองค์เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ความเพียร และการไม่เกี่ยงงานมาใช้ในชีวิตการทำงานด้วย” นางนันทมาลี กล่าว
ม.ล.รัมภา สุประดิษฐ์ สมาชิกราชสกุลสุประดิษฐ์ ที่มาร่วมบำเพ็ญกุศลถวายฯ กล่าวถึงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ว่า พระองค์ท่านทรงงานเพื่อประชาชนมากมาย โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้และเข้าใจ เมื่อท่านเสด็จสวรรคตก็เพิ่งจะได้เข้าใจ ด้วยพระบารมีในพระองค์ที่ทรงเสียสละ ทรงงานมาตลอด 70 ปี เพื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ทรงเป็นที่พึ่งให้พวกเราทั้งทางกายและใจ และเปรียบเสมือนเป็นครูที่คอยสั่งสอนเราอยู่เสมอ
ม.ล.รัมภา กล่าวด้าวว่า ในฐานะเป็นหนึ่งในประชาชนของพระองค์เราพร้อมที่จะทำความดี ดำเนินชีวิตตามรอยพระบาท โดยที่ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ เหมือนเป็นการปิดทองพระ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดเรื่องราวของพระองค์เล่าสู่กันฟังให้แก่ลูกหลาน รวมถึงให้อ่านหนังสือ ดูหนัง เพื่อได้ซึมซับพระมหากรุณาธิคุณในพระองค์ โดยลูกสาวที่เรียนอยู่ต่างประเทศตั้งใจจะมาเข้าแถว เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ และตัวเองอยากจะมากราบอีกครั้งพร้อมลูก แม้ต้องใช้เวลารอนานก็ไม่เป็นไร เพราะที่ผ่านมาพระองค์ทรงงานเหนื่อยมาเพื่อพวกเรามาเยอะแล้ว








