เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ คณะแพทย์และพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช สำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวันที่ 61
โดยเมื่อเวลา 07.00 น. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูปจากวัดจักวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงหน่วยงานที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ได้แก่ คณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ด้วย
ต่อมาเวลา 10.30 น. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นวันที่ 44 ที่พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) โดยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศสวมชุดไว้ทุกข์สุภาพเรียบร้อย เดินทางมาต่อคิวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีอย่างเป็นระเบียบ โดยในเวลา 04.50 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี จากนั้นได้เปลี่ยนทางเข้าเป็นทางประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลาน ในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี
ทั้งนี้ พสกนิกรที่มากราบสักการะพระบรมศพทุกคนยังคงอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ โดยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทย และเมื่อได้เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรทุกคนเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย
วันเดียวกันนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ไห้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 22.33 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 45,329 คน รวม 43 วัน มี 1,623,954 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงินยอดเงิน 4,291,272.50 บาท รวม 43 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 124,922,863.75 บาท
นางน้อย ส่งศิริพร อายุ 85 ปี พสกนิกรที่เดินทางมาจาก อ.พยุหะศีรี จ.นครสวรรค์ มาสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 เล่าย้อนให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมายังนครสวรรค์หลายครั้ง โดยตนได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ในหลายๆครั้ง ซึ่งมีครั้งหนึ่งตนจำได้ว่า ในหลวง ร.9 เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรสและพระราชธิดา ตนยังจำได้ดี ตอนนั้นมีชาวนครสวรรค์มาเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก ในหลวง ร.9 ทรงแย้มพระโอษฐ์แก่ราษฏร และมีรับสั่งต่างๆ นานา สร้างความปีติแก่พวกเราชาวนครสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง
นางน้อย กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาครั้งนี้ตนก็มาด้วยความคิดถึงพระองค์ท่าน อยากมากราบใกล้ๆ อยากเห็นพระบรมโกศ ได้เห็นแล้วก็ปลาบปลื้มและตื้นตันใจ สวยงามสมพระเกียรติ ตนอายุมากแล้ว ได้มาถึงที่แห่งนี้ก็นับว่าเป็นบุญมาก ได้เห็นราชประเพณีโบราณ ซึ่งทำให้ตนนึงถึงว่าสมัยพ่อตนท่านเล่าให้ฟังว่าได้มากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในหลวง ร.8 ตนในฐานะลูกก็ได้มากราบพระบรมศพ ในหลวง ร.9 และตนก็อยากจะเห็นพระเมรุมาศ แต่รู้ตัวว่าแก่แล้ว ไม่รู้อยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็อยากมาเห็นสักครั้ง
ด้าน นางถนอมศรี ขวัญนาคม วัย 56 ปี เดินทางมาจาก จ.นราธิวาส โดยเช่ารถตู้มาพร้อมกับญาติและเพื่อนบ้านรวม 13 คน เปิดเผยว่า ออกเดินทางมาตั้งแต่ตี 3 วันที่ 11 ธ.ค. แล้วมาพักที่บ้านญาติกระทั่งตี 4 วันนี้ จึงมาต่อแถวเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เข้ากราบสักการะประมาณ 9 โมงเช้า ซึ่งถือว่าไม่นานนัก
นางถนอมศรี กล่าวด้วยว่า บ้านของพวกเราอยู่ใกล้พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่ จ.นราธิวาส จึงมีโอกาสได้รับเสด็จหลายครั้ง ประทับใจพระองค์ท่านมาก เพราะบ้านเราอยู่ไกลถึงใต้สุดของประเทศ แต่พระองค์ท่านก็ไปถึงทุกตรอกซอกซอย วันนี้จึงตั้งใจจะมากราบพระองค์ท่านให้ได้ ตอนได้ขึ้นไปบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันจนน้ำตาไหล ความเหนื่อยหายไปจนหมดกลายเป็นความปลื้มปีติเข้ามาแทน พร้อมอธิษฐานขอให้พระองค์ไปสู่นิพพาน ส่วนตัวเองจะขอน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้ตลอดไป โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำมาตลอดด้วยการปลูกผักปลอดสารเคมีไว้กินเอง
ด.ญ.ณัฐชยา วิจิตรนพคุณ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเดินทางมากับพี่สาว และป้า กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้แต่ติดตามข่าวการเข้ากราบสักการะพระบรมศพทางโทรทัศน์ และสื่อต่างๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาด้วยตัวเองสักครั้ง วันนี้จึงได้โอกาสมากับป้าและพี่สาว มาถึงเวลาตี 1 กว่าและเข้าคิวรอจนได้เข้าเมื่อเวลา 9 โมงเช้า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าพระบรมมหาราชวังด้วย เมื่อขึ้นไปกราบก็ได้อธิษฐานระลึกถึงพระองค์ และคุณความดีที่พระองค์ได้ทรงทำไว้เพื่อคนไทย
ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่สอนเสมอว่าทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทย ให้เราอยู่สบาย โดยเฉพาะโครงการแกล้งดิน ที่ทำให้ดินที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ทุกวันนี้ที่บ้านยึดหลักความพอเพียง ปลูกผักสวนครัวไว้กินในบ้าน ไม่ฟุ่มเฟือย เพราะแม้พระองค์ไม่ทรงอยู่แล้ว แต่ก็ยังสถิตย์อยู่ในใจไทยทุกคน และจะนำเอาเรื่องราววันนี้ไปบอกเล่าให้เพื่อนๆในห้องได้ฟังกัน









