เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 14 ธ.ค.ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 เพิ่มเติม ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเป็นแนวทางการในการจัดทำงบประมาณให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับร่างกรอบยุทธศาสนตร์ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 นโยบายของรัฐบาล ทั้งด้านความมั่นคง วาระการปฎิรูปประเทศ และแผนหลักอื่นๆ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทาง เน้นการจัดทำงบประมาณ ในลักษณะบูรณาการ ซึ่งในงบปี 2561 มีอยู่ 28 เรื่อง เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก การพัฒนาศักยภาพ การผลิตด้านการเกษตร การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และชุมชนเข้มแข็งโดยกำหนดให้ส่งคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560

s__5324903

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2560 เพิ่มเติม วงเงิน 1 แสน 9 หมื่นล้านบาท ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มจังหวัดสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ ยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตประชาชน วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งครม.อนุมัติวงเงินไปแล้ว โดยกำหนดให้จัดทำข้อเสนอโครงการให้เสร็จภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ซึ่งกลุ่มจังหวัด ต้องแบ่งเฉลี่ยกันตั้งแต่จังหวัดจนถึงหมู่บ้าน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ช่วงนี้มีคนถามว่านายกรัฐมนตรีหายไปไหนไม่ค่อยได้เจอตัว และไม่ได้ยินเสียง แต่ยืนยันว่ายังอยู่ แข็งแรงดี พร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่ ตามสติกำลังของตน วันนี้เรากำลังเดินหน้าประเทศทั้งระบบ เพื่อไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งตนคิดว่าไม่น่าจะผิดจากการวางนโยบายไว้ แต่ทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือ และความเข้าใจที่ตรงกัน จากทุกภาคส่วน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องทำให้เกิดความร่วมมือกันให้ได้โดยเร็ว ไม่คำนึงถึงตัวตน วัฒนธรรมในองค์กรของตัวเองมากเกินไป เพื่อเดินหน้าประเทศ แม้เราจะไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่มากนัก แต่เรามีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เรากำลังเดินหน้าไปสู่อนาคตที่สดใสจากศักยภาพที่มีอยู่ ถ้าอนาคตเราสามารถทำให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกันได้ในทุกมิติ ทั้งการคมนาคม การศึกษา การพัฒนาปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น เราจะต้องมีความฝันร่วมกันให้ได้โดยเร็ว

วันนี้อยากให้ทุกคนมองอนาคตร่วมกัน และทำความเข้าใจกับประชาชนว่าถ้าเรายังคิดแบบเดิม ไม่ยอมคิดนอกกรอบ ยังคิดแบบเดิมทำแบบเดิม ตามระเบียบข้อบังคับเดิมๆ ทั้งหมด มันก็คิดอะไรไม่ออก เพราะจะติดปัญหาทุกอย่างทั้งกฎหมาย ระเบียบ กติกา ซึ่งเราจำเป็นต้องปรับปรุงให้ทันสมัยสามารถดำเนินการได้ ที่ผ่านมา 2 ปี เราพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการบูรณาการ และการเริ่มต้นการทำงานทั้งหมด ทั้งแผนงาน งบประมาณ และวิธีการจัดการทั้งหมด รวมทั้งการแก้ปัญหา

ดังนั้น ทุกคนจะต้องสร้างความหวัง สร้างอนาคตร่วมกันให้กับประเทศ ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการบริหารประเทศ ซึ่งประชาชนได้มอบความไว้วางใจ และมุ่งหวังให้มายืนอยู่ตรงนี้ มา 2 ปีกว่า ซึ่งถือเป็นความไว้วางใจ ไม่ใช่ด้วยอำนาจของตนถึงแม้ว่าอาจจะทำได้ในช่วงระยะเวลาแรกๆ ก็ตาม จากนั้นมาก็ต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศทำให้เราสามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้ ซึ่งต้องขอบคุณ และสิ่งที่จะตอบแทนได้คือการทำตามในสิ่งที่ประชาชนมุ่งหวัง แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการจะได้อะไรมาง่ายๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ

เราจึงต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นอะไรก็ตาม การเป็นผู้นำที่ดีจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการนำด้วยอำนาจ กฎหมายที่กำหนดไว้ตามระบบราชการ แต่ผู้นำที่ดีที่สุดจะต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยการคิดนอกกรอบ มีวิสัยทัศน์เชิงรุก และนำกลับเข้ามาสู่ในกรอบ

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราจะเน้นเป้าหมายสำคัญตามที่รัฐบาลวางไว้ ในปีงบประมาณ 2561 การจัดทำงบประมาณมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ วันนี้ระบบงบประมาณของประเทศได้เปลี่ยนไปจากช่วงที่ตนเข้ามา เกิดความคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ดังนั้นการจัดทำงบประมาณปี 2561 ทุกคนจะต้องร่วมกันคิดและวางแผน และนำปัญหาจากงบประมาณปี 2560 มาปรับปรุงพัฒนาแก้ไข และเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น และต่อยอดจากงบประมาณปีที่ผ่านมา แต่ย่อมมีปัญหาบ้าง

ซึ่งเราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรายังมีปัญหาพอสมควร เราต้องทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันให้ได้ในทุกๆ ระบบถึงจะสามารถทำให้ทุกคนมีความสุข ถือเป็นระบบประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาให้ครบวงจรทั้งเศรษฐกิจ เกษตร ระบบน้ำ การค้าขายชายแดน ท่องเที่ยวพัฒนาเมือง แก้ปัญหาความขัดแย้งอันเกิดมาจากการพัฒนาเมือง การทุจริตผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นศาสตร์ในการบริหารราชการแผ่นดินมาประยุกต์ใช้

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงรับสั่งกับรัฐบาลและรัฐมนตรีบางท่านว่า ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน โดยใช้แนวทางของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งทรงทำมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ท่านทรงให้สืบสายต่อในสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เสื่อมถอย หรือน้อยลงไปกว่าเดิมที่มีอยู่ ท่านทรงรับสั่งด้วยความห่วงใย ในสิ่งสำคัญหลักๆ คือเรื่องของการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสาธารณสุข การเสริมสร้างอาชีพรายได้ และคุณภาพชีวิต สิ่งสำคัญจะต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติไม่มีความขัดแย้ง

ดังนั้น พวกเราทุกคนจะต้องสนองพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ตามแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยใช้ศาสตร์พระราชาของพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นกับประชาชน และพวกเรารัฐบาลจะต้องสนองต่อสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งไว้ และแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติที่จะทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งไว้วางการพัฒนาประเทศไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาคู่ขนานกัน ไม่ใช่พัฒนาโดยใช้แนวทางตะวันเพียงอย่างเดียว จะต้องใช้ของตะวันออกควบคู่ไปด้วย เพราะแบบตะวันตกอาจทำให้ทุกอย่างพัฒนาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อาจจะไม่ยั่งยืน จนเกิดผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ การพัฒนาแบบตะวันออกอาจจะช้าแต่มีความมั่นคงมากกว่า

หากเราสร้างความเข้มแข็งระดับฐานรากได้ ก็จะเติบโตไปอย่างมั่นคง ในเรื่องของงบประมาณถือเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญในการบริหารประเทศ ทั้งการจัดสรรและการใช้จ่าย เราจึงจำเป็นต้องใช่ศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารประเทศตะวันตก และตะวันออก คู่ขนานไปด้วยกัน เป็น 3 ห่วง 2 เงื่อนไข การใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี” นายกฯ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน