09.00 น. พรุ่งนี้เขื่อนใหญ่! อ.ทองผาภูมิ เพิ่มการระบายน้ำ ผ่านสปิลเวย์ 10 ล้าน ลบ.ม. เป็น 53 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน
เขื่อนใหญ่เมืองกาญจน์ / วันนี้ 22 ส.ค.61 นายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ 155 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.)ว่า วันนี้ 22 สิงหาคม 2561 เวลา 07.00 น. มีปริมาณน้ำในเขื่อน 8,028 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 91% ของความจุ
คณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีมติให้เร่งพร่องน้ำออกไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน ในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายนนี้ จึงมีมติปรับแผนการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำแควน้อย ในวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ระบายน้ำเฉลี่ย 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
จากนั้นระหว่างวันที่ 23-27 สิงหาคม 2561 มีแผนระบายน้ำเฉลี่ย 53 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยจะระบายผ่านช่องทางปกติ วันละ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร และผ่านทางน้ำล้น (Spillway) วันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร )โดยการระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ จะเริ่มในเวลา 09.00 น.ของวันที่ 23 ส.ค.ที่จะถึงนี้
โดยสภาพของอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 832 ล้านลูกบาศก์เมตร เจ้าหน้าที่ได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยมีการบริหารจัดการน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ หากสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับแผนระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้ง
ด้านนายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ (อขศ.) ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบัน (วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 น.) อยู่ที่ระดับ 175.21 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.) เป็นปริมาณน้ำ 15,806.09 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 89.07 % โดยวันนี้มีแผนการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ 22 ล้านลูกบาศก์เมตร
และในด้านสถานการณ์น้ำในปัจจุบันที่ประเทศไทยยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเมื่อวาน (วันที่ 21 สิงหาคม 2561) มีน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 56.09 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ระดับ 175.16 ม.รทก. เพิ่มขึ้นจากวันที่ 20 สิงหาคม 2651 (175.07 ม.รทก.) 9 เซนติเมตร
และได้มีการระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 20.09 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนศรีนครินทร์ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก 1,958.41 ล้านลูกบาศก์เมตร (10.93%) จึงทำให้มั่นใจได้ว่าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ยังคงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก โดยไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน รวมไปถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชนด้านท้ายน้ำ
สำหรับเขื่อนท่าทุ่งนา ได้ระบายน้ำสอดคล้องกับแผนระบายน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ คือ ระบายน้ำวันละ 22 ล้าน ลบ.ม. โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อตัวเขื่อนเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย หรือได้รับข่าวต่าง ๆ ที่ผิดปกติ โปรดสอบถามข้อเท็จจริงโดยตรง ที่ กฟผ.เขื่อนศรีนครินทร์ โทรศัพท์ 034-574001 ต่อ 2110 , 2010 และติดตามเหตุการณ์ทางกล้อง CCTV ตลอด 24 ชั่วโมงที่ http://www.snr.egat.com , http://water.egat.co.th หรือที่ Application EGAT Water
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขอบเขตพื้นที่ในลำน้ำเพื่อรองรับน้ำกรณีมีฝนในลุ่มน้ำเป็นปริมาณมาก จึงมีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นพื้นที่สาธารณะที่ต้องช่วยกันรักษาเป็นทางไหลของน้ำในลำน้ำแควใหญ่ ลำน้ำแควน้อย และแม่น้ำแม่กลอง
โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2554 จังหวัดกาญจนบุรี ได้ประกาศกำหนดความจุลำน้ำที่ต้องช่วยกันรักษาเป็นทางน้ำไหลของน้ำเอาไว้ ดังนี้
- 1.ลำน้ำแควน้อย จากเขื่อนวชิราลงกรณ ถึงแยกลำน้ำน้อย ความจุลำน้ำที่ต้องรักษาไว้มีปริมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- 2.ลำน้ำแควน้อย จากแยกลำน้ำน้อยถึงจุดบรรจบลำน้ำแควใหญ่ ที่จังหวัดกาญจนบุรี ความจุลำน้ำที่ต้องรักษาไว้มีปริมาณ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- 3.ลำน้ำแควใหญ่ จากเขื่อนท่าทุ่งนา ถึงจุดบรรจบลำน้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี มีความจุลำน้ำที่ต้องรักษาไว้มีปริมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- 4.แม่น้ำแม่กลอง จากจุดบรรจบลำน้ำแควใหญ่ และลำน้ำแควน้อย ที่จังหวัดกาญจนบุรี ถึงเขื่อนแม่กลอง มีความจุลำน้ำที่ต้องรักษาไว้มีปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- 5.แม่น้ำแม่กลอง จากเขื่อนแม่กลอง ถึงสุดเขตรอยต่อจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดราชบุรี ที่อำเภอท่ามะกา มีความจุลำน้ำที่ต้องรักษาไว้มีปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จากประกาศดังกล่าว จังหวัดกาญจนบุรี ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยกันรักษาทางไหลของน้ำ (WATER WAY) ที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ในปัจจุบันมีประชาชนมาใช้พื้นที่ทำประโยชน์เป็นบางส่วนในบริเวณลำน้ำแควน้อย ลำน้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นพื้นที่อันตรายและเสี่ยงภัย
จำเป็นต้องให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น จากการที่น้ำไหลผ่านพื้นที่ทำประโยชน์ในพื้นที่สาธารณะของลำน้ำ
หากเกิดสถานการณ์น้ำหลากและเกิดความเสียหายจากการทำประโยชน์ในพื้นที่สาธารณะดังกล่าว ผู้ใช้ประโยชน์ตามแนวเขตล้ำคูคลอง และแนวแม่น้ำเดิมต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้น




