แพทย์แถลงอาการ พลทหารเข้ม ไม่พบรอยฟกช้ำ หรือร่องรอยการทำร้ายร่างกาย!
จากกรณีน้าสาวของพลทหารคชา พะชะ อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยทหารแห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี เผยว่าเมื่อกลางดึกวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา หลานเข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการหัวใจหยุดเต้น แต่ไม่แจ้งว่าเกิดจากสาเหตุอะไร จนต่อมาญาติได้ทราบว่า มีการซ่อมพลทหารคชา โดยรุ่นพี่ 3 คน ได้ยอมรับว่าซ่อมจริง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 ส.ค. ที่ บริเวณหน้าห้อง ICU โรงพยาบาลอานันทมหิดล ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี พล.ต.ชัชวาล บูรณรัช ผอ.รพ.อานันทมหิดล ร่วมกับ พ.อ.ประโมชย์ นกหุ่น รอง ผอ.รพ.อานันทมิดล , พ.อ.สุพัษชัย เมฆะสุวรรณดิษฐ์ รอง ผอ.รพ.อานันทมิดล พร้อมกับ นายคมฉัน พะชะ อายุ 48 ปี และ น.ส.รุ่งฤดี สิหะวงศ์ บิดา และ มารดา ของ พลทหารคชา พะชะ อายุ 22 ปี ได้ร่วมกันแถลงอาการความคืบหน้า พร้อมกับ เปิดเผยแนวทางการรักษา ให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบ
พล.ต.ชัชวาล กล่าวว่า เริ่มต้นจากเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา พลทหารนายหนึ่ง ซึ่งเป็นคนพา พลทหารคชา มาส่งที่โรงพยาบาลพร้อมกับแจ้งให้ฟังว่าพบเจอ พบทหารคชา หมดสติที่โพรงหญ้า ต้นจึงรีบนำมาส่งที่โรงพยาบาล เมื่อถึงมือแพทย์ พบว่า พลทหารคชา มีอาการหมดสติไม่รู้สึกตัวเมื่อตรวจร่างกายพบว่าผู้ป่วยไม่มีชีพจรไม่หายใจ จึงได้ทำการ CPR จำนวน 2 ครั้ง ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45 นาที เริ่มกลับมีชีพจรอีกครั้งแต่ยังไม่รู้สึกตัวจึงใส่ท่อช่วยหายใจและส่งเข้ารับการรักษาที่ห้องผู้ป่วยวิกฤติของโรงพยาบาล
ผลการตรวจภาพรังสีทางสมอง ไม่พบภาวะเลือดออกในสมอง แพทย์จึงวินิจฉัยว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นไม่ทราบสาเหตุ จึงทำให้การรักษาด้วยการประคับประคองอวัยวะ โดยใช้เครื่องช่วยหายใจรักษาระดับความดันเลือดให้สารน้ำและให้การฟอกเลือด
พล.ต.ชัชวาล กล่าวอีกว่า โดยอาการล่าสุดสัญญาณชีพระดับความดันโลหิตหลังให้ยาแล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติ หายใจได้โดยใช้เครื่องช่วยหายใจ อาการทางระบบประสาทผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัวสาเหตุเกิดจาก ภาวะสมองบวมซึ่งเกิดจาก ก่อนหน้านี้ผู้ป่วยหมดสติไม่มีชีพจร ทำให้การขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ซึ่งภาวะทางสมองบวม เป็นภาวะที่แพทย์เป็นห่วง แต่ทางทีมแพทย์ได้มีการปรึกษากับทางทีมแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า จะไม่มีการผ่าตัดสมอง เนื่องจาก อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
“ซึ่งอาการในวันนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา ผู้ป่วยจะต้องฟอกไต แต่ในเช้าวันนี้ ไม่ต้องมีการฟอกไต เริ่มมีปัสสาวะออก ก้านสมองบางส่วนยังคงทำงานอยู่ เริ่มหายใจเองได้มากกว่าเดิม ส่วนเรื่องอื่นๆ อาการคนไข้ทรงตัว และดีขึ้น ขยับขาเองได้บางครั้ง ถือเป็นการตอบสนองของคนไข้ ได้บ้างเล็กน้อย ภาวะอื่นๆ ลดลง เริ่มหายใจเองได้ แต่ยังไม่พอ จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ ส่วนแนวทางรักษา จากที่ผ่านมามีการรักษาทุกๆชั่วโมง ตอนนี้ก็เริ่มเว้นระยะห่างเป็นช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น และช่วงดึก “ พล.ต.ชัชวาล กล่าว
ด้าน พ.อ.หญิง อภิรดี เที่ยงคำ แพทย์เชี่ยวชาญเ้านอายุรกรรม กล่าวว่า ตนเป็นแพทย์ที่รับ พลทหารคชา ตอนแรกที่มา ไม่ทราบว่าผู้ป่วยโดนอะไรมา มีโรคประจำตัวหรือไม่ ทราบเพียงว่าผู้ป่วยหยุดหายใจ ไม่มีชีพจร ซึ่งทางทีมแพทย์ก็จะต้องรักษาตามอาการ ณ ตอนนั้น ซึ่งแพทย์ประเมินไม่ได้ ว่าก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์อะไรกับผู้ป่วย แต่ตอนที่แพทย์เห็นครั้งแรก ก็ไม่พบบาดแผล หรือ รอยฟกช้ำ ม้ามแตก ตับแตก ซี่โครงหัก ไม่มีเลือดออกทั้งภายนอกและภายใน หรือมีความผิดปกติอื่นๆ เลย ส่วนเรื่องที่ผู้ป่วยถ่ายตลอดทางนั้น เป็นเรื่องปกติของผู้ป่วยที่หมดสติ
ด้าน น.ส.รุ่งฤดี กล่าวว่า เมื่อตอนทราบข่าวก็ได้เข้าไปเยี่ยมลูกชายในห้อง แพทย์ได้แจ้งว่าลูกชายหมดสติ ตนก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น เมือเปิดดูตามร่างกายก็พบว่ามีเพียงรอยแดง ลักษณะคล้ายรองเท้า หรืออาจจะเป็นรอยที่เกิดจากการ CPR บริเวณหน้าอก แต่ไม่พบร่องรอยฟกช้ำ หรือการถูกทำร้าย ตนจึงเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาย ทำไมถึงเป็นหนักขนาดนี้ ตนจึงได้เรียกชื่อลูกชาย ตอนนั้นลูกชายก็ลืมตามองหน้าตน 2 ครั้ง ก่อนจะหลับไป
ด้าน นายคมฉัน กล่าวว่า หาก พ.ท.มลชัย ยิ้มอยู่ ผบ.ร.31 พัน.3 รอ. ไม่บอกตนว่าลูกชายถูกซ่อม ตนก็ไม่ทราบเลย เพราะไม่มีร่องรอยอะไรที่บ่งบอกเลย ตนจึงติดใจว่าพลทหารรุ่นพี่ทั้ง 3 คน ทำร้ายร่างกายลูกชายในลักษณะใด ถึงอาการหนักแต่ไม่มีร่องรอยแบบนี้ ตนคิดว่าสาเหตุที่พบทหารรุ่นพี่ทั้ง 3 คน หมั่นไส้ ลูกชายตน อาจเป็นเพราะ ลูกชายของตนเพิ่งย้ายมาอยู่ ไม่ได้มีการถูกฝึกด้วยกันตั้งแต่แรก แต่อาจจะไม่ใช่การรับน้อง คงเป็นเหตุผลหมั่นไส้ตามปกติ
“การทำร้ายลักษณะนี้ ยืนยัน ว่าไม่ใช่การซ่อม เนื่องจากหากเป็นการซ่อม จะต้องเป็นนายสิบขึ้นไป หรือพลทหารระดับสูงที่จะต้องเป็นคนสั่ง แต่ลักษณะที่ลูกชายโดน เรียกว่า โดนเรียกไปกระทืบ”นายคมฉัน กล่าว
นายคมฉัน กล่าวต่อว่า ความผิดของพลทหารรุ่นพี่ทั้ง 3 คน นั้น หากจะเอามาเปรียบเทียบกับผู้บังคับบัญชา มันเปรียบไม่ได้ หากคิดตามความเป็นจริง ผู้บังคับบัญชา ไม่ได้ตามดูทุกฝีก้าว อาจมีลูกน้องที่แตกแถวบ้าง แต่คน 3 คนนี้ ตั้งใจจะทำร้าย อาศัยจังหวะที่นายสิบและผู้พันไม่อยู่ ทำร้ายลูกชายตน ตนมองว่า ทั้ง 3 คนนี้ ไม่มีความรู้ ไม่มีจรรยาบรรณที่จะมาเป็นรุ่นพี่ หรือเป็นผู้นำได้ จึงได้ รวมตัวกัน 3 คน ทำร้ายคนคนเดียว อัธพาลอยู่ที่ไหนก็อัธพาล อย่างไรก็ตาม ตนก็ขออโหสิกรรมให้
“ ตนพูดตามความจริง ไม่ได้มีการยกยอกัน ตนขอบคุณ พ.ท.มลชัย และ ผู้บังคับบัญชาคนอื่นๆ ที่กล้าบอกความจริงกับตน และคอยดูแลครอบครัวของตนตลอด หากใครมองในแง่ลบ อยากให้ลองมองมุมอื่นๆดู ตนรับรู้ได้ ว่าทุกคนเป็นห่วงครอบครัวและลูกชายของตนจริงๆ “ นายคมฉัน กล่าว


