จากเหตุการณ์แฟนบอลชาวไทยชื่อกลุ่ม “อุลตร้าไทยแลนด์” จุดพลุสีแดงจนเกิดควันและประกายไฟ ก่อความรำคาญให้กับผู้ร่วมเชียร์ ภายในสนามฟุตบอลราชมังคลากีฬาสถาน นัดชิงชนะเลิศเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ระหว่างทีมชาติไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งทีมชาติไทยชนะและครองแชมป์ แต่การจุดพลุดังกล่าวสร้างความวุ่นวายไปทั่วสนาม จนตำรวจออกควานหาตัวเพื่อจับกุมมาดำเนินคดี และออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องและพยานมาสอบปากคำ จนนำไปสู่การออกหมายจับ 9 หัวโจก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
อ่านข่าว สอบพยานระบุไม่เห็นหน้าคนจุดพลุที่สนามราชมัง ตร.ออกหมายจับ 9 หัวโจกแล้ว
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 ธ.ค. ที่สน.หัวหมาก นายประพจน์ โพธิ์ปาน สมาชิกกลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์ หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับพร้อมทนายความ และกลุ่มแฟนบอลอุลตร้า ไทยแลนด์จำนวนหนึ่ง ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนสน.หัวหมาก โดยนายประพจน์สวมเสื้อสีดำ คลุมด้วยสูทสีเทา สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตาดำ เพื่ออำพรางปิดบังใบหน้า โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว จากนั้นก็เดินเข้าไปห้องสอบสวน ทันที
พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวภายหลังสอบปากคำนายประพจน์ว่า เบื้องต้นผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นผู้นำในการเชียร์เท่านั้น แต่ไม่มีส่วนในการจุดพลุแฟร์ ส่วนรายละเอียดอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งต้องพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำก่อน ทั้งนี้ ตนเคยพูดเอาไว้แล้วว่า การผู้ก่อเหตุดังกล่าวไม่ใช่อาชญากร เพียงแค่ทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ให้ทำ และทำให้ภาพลักษณ์บ้านเมืองเสียหาย ดังนั้นอยากเตือนไปถึงกองเชียร์กลุ่มต่างๆว่า ขอให้เชียร์อยู่ในกรอบที่ถูกต้อง โดยหลังจากพูดคุยกันนายประพจน์ได้ยืนยันว่า จะยังเชียร์ต่อไปและรับปากว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ส่วนข้อหานั้นทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำ จะเป็นผู้ดำเนินการแจ้งข้อหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางนายประพจน์ ปานโพธิ์ทอง พิมพ์หนังสือขอความเป็นธรรมแจกจ่ายให้สื่อมวลชนที่มาติดตามข่าว มีข้อความระบุว่า “ตามหมายเรียกที่อ้างถึงพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก มีหมายเรียกให้ข้าพเจ้าไปพบเพื่อสอบสวนปากคำ กรณีการจุดพลุแฟร์ภายในสนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยให้ไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 16.00 น. ต่อมาข้าพเจ้าได้มอบหมายให้ทนายความโทรศัพท์แจ้งกับพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องเพื่อเลื่อนการเข้าพบ เนื่องจากตามวันเวลาที่นัดหมาย ข้าพเจ้าติดภารกิจที่ต่างจังหวัด โดยมิได้เจตนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือมิให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด
โดยภายหลังเมื่อเกิดเหตุการณ์ ข้าพเจ้ากลับตกเป็นจำเลยของสังคม โดยมีสื่อมวลชนบางแห่งกล่าวหาว่าเป็นแกนนำในการจุดพลุแฟร์ และลงภาพถ่ายของข้าพเจ้าให้ปรากฎตามหน้าทีวีโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์รายวัน รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง อาชีพการงานและวงศ์ตระกูล ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอชี้แจงรายละเอียดที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งขอความเป็นธรรมกับพนักงานสอบสวนในการดำเนินคดีนี้อย่างเป็นธรรม โดยยึดหลักความถูกต้องไม่เอนเอียงไปตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น
โดยขอชี้แจงข้อเท็จจริงตามลำดับดังต่อไปนี้ 1.วัตถุประสงค์ของกลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์เกิดจากคนที่รักฟุตบอลทีมชาติไทย โดยมีแนวทาวการเชียร์ที่เสียงดัง กระตุ้น ปลุกเร้าอย่างเสียงดังตลอด 90 นาที มีการโบกธงตลอด 90 นาที มีป้ายผ้าให้กำลังใจ โดยมีแฟนบอลชาวไทยทั่วประเทศทุกสาขาอาชีพ ทุกอายุตั้งแต่เยาวชนถึงผู้สูงอายุ เข้าไปเชียร์ด้วยกันโดยมีสื่อกลางให้ข้อมูลเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่ในการแข่งขันผ่านทางเพจเฟซบุ๊กอุลตร้าไทยแลนด์ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา จนเริ่มมีสมาชิกจนถึงปัจจุบันที่ชอบแนวทางนี้ร่วมเชียร์ในสนามกว่า 1,000 คน ในบางแมตช์การแข่งขัน และมีผู้กดติดตามในเพจเฟซบุ๊กมากกว่า 30,000 คน ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมของกลุ่มแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นกลุ่มที่สนับสนุนและให้กำลังใจทีมชาติไทยอย่างเหนียวแน่น ไม่ได้รวมตัวกันโดยมีเจตนาที่ไม่ดีต่อประเทศชาติแต่อย่างใด
2.อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาปฎิเสธไม่ได้ว่ามีคนในกลุ่มบางคนได้ใช้พลุแฟร์และควันสีในการร่วมเชียร์ด้วย ซึ่งข้าพเจ้าไม่อาจทราบถึงการกระทำหรือห้ามปรามผู้ใดได้ โดยในการร่วมเชียร์กับทางกลุ่มข้าพเจ้าก็เป็นเพียงคนหนึ่งในการร่วมเชียร์ทีมชาติไทย ซึ่งข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้นำร้องเพลงเชียร์ของกลุ่มเท่านั้น ไม่เคยสนับสนุนให้ผู้ใดนำพลุแฟร์มาใช้ในการร่วมเชียร์ ทั้งยังเคยแจ้งเตือนแฟนบอลสมาชิกผ่านทางเฟซบุ๊กว่า “ทางกลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์ไม่สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกชนิดในราชอาณาจักรไทย” เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจให้ทุกๆ คนที่มาร่วมเชียร์ในกลุ่มได้รับทราบ
ซึ่งที่ผ่านมาข้าพเจ้าและทางกลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์ ช่วยกันดูแลสอดส่องไม่ให้มีการจุดพลุแฟร์ในสนามอย่างดีที่สุดแล้ว การที่มีบุคคลใดนำพลุแฟร์เข้าไปจุดในสนามราชมังคลากีฬาสถานในวันเกิดเหตุ ข้าพเจ้าและทางกลุ่มไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็น หรือให้การสนับสนุนด้วย อีกทั้งยังไม่เคยมีเจตนาจะทำลายภาพลักษณ์ หรือชื่อเสียงของประเทศชาติแต่อย่างใด จึงขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนหาบุคคลผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป”

