เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์คัดค้าน การก่อสร้างขยายเส้นทางหมายเลข 12 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ระบุส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า ชี้ควรใช้เส้นทางอื่นแทน

กรณีกรมทางหลวงจะดำเนินการก่อสร้างขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 บริเวณเส้นทางระหว่างหล่มสัก-ชุมแพ ซึ่งจะผ่านกลางอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เพื่อใช้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และมีเป้าหมายจะเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สายทางเริ่มต้นที่อ.แม่สอด จ.ตาก ถึงจ.มุกดาหาร โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (ADB) มาดำเนินการนั้น ปัจจุบันรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในวันที่ 28 ธ.ค. นี้

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์คัดค้านการก่อสร้างขยายเส้นทางหมายเลข 12 โดยมีเหตุผลคือ 1.รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เปิดเผยข้อมูลการศึกษาผลกระทบและโครงการต่อสาธารณะได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในการพิจารณาถึงความเหมาะสมที่จะดำเนินการ อันขาดหลักธรรมาภิบาลของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และกิจกรรมที่ทำไม่ควรสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าที่มีความสำคัญในฐานะเป็นต้นทุนธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน

2.การก่อสร้างขยายเส้นทางเป็นการทำลายป่าน้ำหนาว ให้แยกออกเป็นสองส่วน นอกจากพื้นที่ป่าลดลงแล้ว ยังส่งผลให้ระบบนิเวศแยกขาดออกจากกันกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และเมื่อถนนมีขนาดความกว้างมากขึ้นกว่าเดิม โอกาสในการเชื่อมต่อระบบนิเวศในพื้นที่จึงเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะสัตว์ป่าที่เดินทางข้ามไปมามีโอกาสถูกทำร้าย หรือเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ที่เดินทางผ่านไปมา แม้ในรายงานอีไอเอจะได้เสนอให้จัดทำสะพานรถข้ามยกระดับสูงประมาณ 10 เมตร ระยะทางยาวประมาณ 500 เมตร จำนวน 5 แห่ง เพื่อให้สัตว์ป่าลอดใต้สะพานได้นั้น ยังไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมสำหรับการใช้งานจริงของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่

3.สภาพเส้นทางที่ผ่านอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว รวมถึงในหลายๆช่วงตลอดเส้นทางหมายเลข 12 มีความสูงชัน ไม่เหมาะสมสำหรับการขนส่งสินค้าด้วยรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันจะเลี่ยงใช้ทางหลวงหมายเลข 2216 ที่มีความลาดชันน้อยกว่า ดังนั้น การก่อสร้างขยายเส้นทางจึงเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์ และไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงควรศึกษาเปรียบเทียบประเมินความเหมาะสมใหม่ก่อนการตัดสินใจดำเนินการตามแบบเดิมๆ

4.การดำเนินการดังกล่าวขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ข้อ 2.2 ที่ระบุว่า เส้นทางสาธารณะเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ให้ขยายช่องจราจร โดยให้ปรับปรุงผิวจราจรหรือการชะลอความเร็วแทน

ขณะที่นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า เส้นทางดังกล่าวมีช้างป่า และกระทิงจำนวนมากเดินข้ามถนนสายนี้เพื่อออกหาอาหาร บริเวณดังกล่าวมีโป่งขนาดใหญ่ที่สัตว์ป่าใช้เป็นแหล่งหากิน และเป็นที่อยู่อาศัยตลอดระยะทางของถนนที่ตัดผ่านอุทยานแห่งชาติ รวม 43 กิโลเมตร หากขยายถนนเส้นนี้จะส่งผลให้สัตว์ป่าหากินไม่ได้ และมีโอกาสที่สัตว์ป่าจะประสบอุบัติเหตุจากการจราจรจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่ด้วย

“คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติควรชะลอโครงการดังกล่าวนี้ออกไปก่อน และอยากให้จัดเวทีสาธารณะเผยแพร่รายงานอีไอเอ และศึกษาร่วมกัน ผมไม่ได้คัดค้านโครงการอีสต์-เวสต์ คอริดอร์ ที่ต้องการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่คัดค้านการขยายถนนหมายเลข 12 เป็น 4 เลน เพราะเรามีทางเลือกอื่น เช่น การเลี่ยงไปขยายถนนหมายเลข 2216 ที่ไม่ตัดผ่านพื้นที่ป่า เป็นต้น ดังนั้น เราควรทบทวนศึกษาในรายละเอียดข้อมูลให้ครบถ้วน และรอบด้านมากยิ่งขึ้น” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน