เมื่อวันที่ 8 ก.พ. นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนในคดีที่ ศาลจังหวัดนครพนมสืบพยานใหม่ในคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งรื้อฟื้นคดีที่นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ฐานขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อปี 2548 ว่า หลังจากที่ศาลจังหวัดนครพนมกำหนดวันนัดสืบพยานตั้งแต่วันที่ 8-10 ก.พ.

อ่านข่าว ครูจอมทรัพย์ เดินทางถึงศาลเบิกความปากแรก ไต่สวนรื้อฟื้นคดี เพื่อนครูรอให้กำลังใจ(คลิป)

หากมีการสืบพยานได้เสร็จสิ้นตามกำหนดนัด ศาลจังหวัดนครพนมจะต้องจัดทำความเห็นในคดีดังกล่าว และส่งความเห็นพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกา เพื่อทำคำวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ที่มิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาทำคำวินิจฉัยช่วงหนึ่ง และเมื่อศาลฎีกาทำคำวินิจฉัยเสร็จแล้ว จะต้องส่งคำวินิจฉัยนั้นกลับไปให้ที่ศาลจังหวัดนครพนมเป็นผู้นัดอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งคำวินิจฉัยจะระบุว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกา หรือเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วินิจฉัยแล้ว

นายสืบพงษ์ กล่าวต่อว่า หากคดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จำเลยยังคงเป็นผู้กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกานั้น การรื้อฟื้นคดีจะถือเป็นที่สิ้นสุดตามพ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญาฯ นั้นสามารถกระทำได้เพียงครั้งเดียว แต่หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนหน้านี้ ก็จะมีสิทธิในการเรียกร้องค่าทดแทนตามพ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ซึ่งมีบทบัญญัติรองรับไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยกลับว่า ครูจอมทรัพย์ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้ใดได้บ้าง นายสืบพงษ์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นเรื่องไปว่า เจ้าหน้าที่รัฐนั้นกระทำการในคดีโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งยังไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้ในชั้นการรื้อฟื้นคดีอาญานี้ แต่ถ้าหากว่าศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยไม่ผิด และเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในขั้นตอนใด ก็จะต้องยื่นฟ้องร้องเป็นคดีไป และศาลก็จะต้องพิจารณาในสำนวนที่มีการฟ้องร้องคดีเจ้าหน้าที่รัฐขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

“หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ผิด คำวินิจฉัยดังกล่าวจะสามารถเป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่ง ในสำนวนที่ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐที่จำเลยเห็นว่า กระทำการไม่สุจริตในคดีได้” โฆษกศาลยุติธรรม กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน