วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ ผบก.ปส.1 บช.ปส. เปิดเผยว่า ตำรวจปส.1 ตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าตำรวจศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถ (ศปจร.น.) บช.น. หลังตรวจยึดรถยนต์ลัมโบร์กินี กัลลาโด สีส้ม และรถยนต์เบนท์ลีย์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนทั้ง 2 คัน จากอาคารจอดรถคอนโดฯ บ้านประชานิเวศน์ 1 ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ พบข้อมูลว่า รถทั้ง 2 คัน ถูกเจ้าหน้าได้ทำการยึดไว้ตั้งแต่ปี 2558 ที่มีการกวดขันจับกุมรถสวมทะเบียนและรถผิดกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดแก๊งนายไซซะนะ แก้วพิมพา พ่อค้ายาเสพติดชาวลาวแต่อย่างใด
เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.สุรชัย ควรเตชะคุปต์ รอง ผบช.น. ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์(ศปจร.น.) เปิดเผยผลการตรวจสอบรถหรู ที่ตรวจพบในลานจอดรถคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านประชาชื่น โดยยืนยันว่ารถที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ประสานขอตรวจสอบมีทั้งหมด 2 คัน ซึ่งเป็นรถที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี และมีปัญหาเรื่องสถานที่จัดเก็บ จึงไปเช่าพื้นที่อาคารดังกล่าวชั่วคราว
พล.ต.ต.สุรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนผลตรวจสอบรถทั้ง 2 คัน พบว่า รถลัมบอร์กินี สีส้ม เป็นรถที่ สน.บางชัน ยึดไว้ตรวจสอบ คดีหลบเลี่ยงภาษีศุลกากร เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2557 ซึ่งปัจจุบันคดียังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากมีความเห็นแย้งระหว่างตำรวจและอัยการ และอยู่ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา ส่วนอีกคันเป็นรถหรูยี่ห้อเบนซ์เล่ย์ ที่ถูกจับกุมในคดี หลบเลี่ยงภาษีศุลกากรเช่นเดียวกัน โดยพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เป็นผู้นำไปฝากไว้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ปีที่แล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่ารถทั้งสองคัน ยังไม่พบมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเครือข่ายนายไซซะนะ นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตำรวจได้นำรถทั้ง 2 คัน ไปส่งยังกรมศุลกากร เพื่อรอการพิจารณาเปิดประมูลขายทอดตลาดต่อไป