เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภ.1) พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะโฆษกดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการตรวจค้นวัดพระธรรมกายของดีเอสไอ เพื่อติดตามหาตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ว่า สำหรับการดำเนินการกับพระสงฆ์ที่เข้ามาในพื้นที่ ขณะนี้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ เบื้องต้นได้ติดตั้งป้ายประกาศ ไม่ให้พระสงฆ์เข้าร่วมชุมนุมรอบพื้นที่ พร้อมทั้งมีการตั้งโต๊ะตรวจสอบใบสุทธิพระสงฆ์ที่บริเวณประตู 7 ของวัดพระธรรมกาย โดยพบว่าพระสงฆ์ที่เดินทางมาพยายามจะเข้าในพื้นที่วัดพระธรรมกาย 50-100 รูปต่อวันนั้น ทราบถึงการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี โดยส่วนมากพระสงฆ์ที่เดินทางมาจะเป็นพระสงฆ์จากเครือข่ายของวัดพระธรรมกายในต่างจังหวัด ที่ถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมต่อต้าน

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า โดยมีการให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่พยายามทำลายศาสนา ซึ่งไม่เป็นความจริง และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้อธิบายก็เข้าใจและเดินทางออกนอกพื้นที่ แต่ในส่วนของพระสงฆ์ที่อยู่ในตลาดกลางคลองหลวง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบคัดกรองและควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนแล้ว ส่วนการดำเนินการตรวจสอบใบสุทธิพระสงฆ์ต้องรอ พศ. ดำเนินการอีกครั้ง

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่ทางเครือข่ายวัดพระธรรมกายในต่างประเทศได้มีการพยายามไปรวมตัวชุมนุม ที่นครเจนิวา ต่อที่ประชุมสิทธิมนุษยชน ในประเด็นนี้ ขอยืนยันว่าดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในครั้งนี้ทุกนาย ยึดถือแนวทางการปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฏหมาย โดยยึดหลักสิทธิมนุษย์ชนอยู่แล้ว จะเห็นได้จากการใช้ มาตรา 44 ของปฏิบัติการนี้ ก็ใช้เพียงบางข้อเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน และจากการพูดคุยกับหน่วยงานด้านต่างประเทศ พบว่าในต่างประเทศเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยทราบว่าเป็นเรื่องภายใน ไม่ใช่เรื่องที่รัฐจะเข้าไปทำลายพระพุทธศาสนาตามที่มีการพยายามปลุกปั่นข้อมูลข่าวสาร

โฆษกดีเอสไอ กล่าวด้วยว่า ส่วนการปฏิบัติการตลอด 13 วันที่ผ่านมา พบว่ามีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการออกหมายเรียกบุคคลที่พยายามเข้ามาเคลื่อนไหวสนับสนุนในพื้นที่ไปแล้ว โดยแบ่งเป็นการออกหมายเรียกพระสงฆ์รอบแรก 14 รูป และบุคคลที่เคลื่อนไหว 4 ราย และล่าสุด เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ออกหมายเรียกเพิ่มอีก 3 ราย รวมขณะนี้มีการออกหมายเรียกไปแล้ว 21 ราย โดยยังคงมีกลุ่มบุคคลที่พบข้อมูลว่าพยายามเข้ามาเคลื่อนไหวอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหากพบว่าเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ก็จะดำเนินการออกหมายเรียกทันที

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เก็บข้อมูลกลุ่มบุคคลที่อาจจะเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลที่ใช้ในการเฝ้าระวังไว้ทั้งหมดแล้ว จึงขอฝากถึงกลุ่มบุคคลที่พยายามจะเข้ามาเคลื่อนไหวในเหตุการณ์นี้ขออย่าได้เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน