เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 4 มี.ค. ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภ.1) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และรองโฆษกดีเอสไอ พร้อมด้วยนายณัฐกิตติ์ ไชนวรรณรัตน์ ตัวแทนสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร่วมกันแถลงการดำเนินการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและทหารติดตั้งป้ายประกาศเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ทั้งหมด 3 ใบ ภายในตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อให้พระภิกษุสามเณรสังกัดวัดพระธรรมกายทุกรูป ที่ชุมนุมในตลาดกลางคลองหลวงและพื้นที่โดยรอบ กลับเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจในวัด ส่วนพระภิกษุสามเณรที่ไม่ได้สังกัดวัดพระธรรมกายให้กลับไปปฏิบัติศาสนกิจในสังกัดเดิมของตน ตามคำสั่งคสช.ที่ 5/2560 ทั้งนี้ ต้องแยกประเด็นเป็น 2 ส่วน คือ มาตราการในเรื่องของพระธรรมวินัยที่ควบคู่กับมาตราการทางกฎหมาย

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า ซึ่งในวันนี้ดีเอสไอได้ดำเนินการกับพระสงฆ์ที่เป็นแกนนำ เช่น พระปลัดเสกสรร ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้นำหมายเรียกไปให้พระปลัดเสกสรรแล้ว แต่หากไม่มีตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนก็จะต้องทำการออกหมายจับต่อไป อีกทั้งถ้าพนักงานสอบสวนไม่เห็นชอบให้ประกันตัวทางคณะสงฆ์ก็จะต้องดำเนินการให้สึกตามขั้นตอน ส่วนพื้นที่ควบคุมพิเศษตามคำสั่งมาตรา 44 คือวัดพระธรรมากายและมูลนิธินั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมการเข้าและออก แต่โดยรอบพื้นที่ดังกล่าวนั้น ไม่มีการกำหนดข้อห้ามไว้ เพียงแต่กำหนดห้ามกระทำกิจกรรมบางประการ เช่น ห้ามดำเนินการในการยุยงปลุกปั่น ห้ามใช้เครื่องขยายเสียง หากพบการกระทำผิดก็สามารถจับกุมดำเนินคดีได้ทันที ซึ่งขณะนี้พิจารณาว่าบริเวณโดยรอบจะออกคำสั่งห้ามชุมนุมที่ถึงเป็นการขัดขวางตามมาตรา 44 แต่ไม่ได้ห้ามเข้าและออกในพื้นที่ ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงเริ่มจัดการกับแกนนำก่อนในเบื้องต้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการดำเนินการดังกล่าวที่ต้องการจับกุมตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ขณะนี้มีการเบี่ยงเบนไปในทิศทางอื่นหรือไม่ พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า เราไม่มีการเบี่ยงเบนเป้าหมายหลักแต่อย่างใด แต่เนื่องจากมีการติดขัดทางด้านกลุ่มมวลชน เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนการทำงาน และยังต้องดูเวลาในการเข้าตรวจค้นอีกครั้ง ทั้งนี้ ต้องแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมภายนอกควบคู่กันไปด้วย

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวด้วยว่า ในวันนี้ดีเอสไอออกหมายเรียก 19 บุคคล ผู้ดูแลอาคารสถานที่ภายในวัดพระธรรมกาย เพื่อจะซักถามว่าเป็นบุคคลที่ควบคุมดูแลอาคารลูกโลกหรือไม่ อีกทั้ง พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าตรวจสอบ และยังออกคำสั่งห้ามไม่ให้บุคคลดังกล่าวเข้าไปภายในพื้นที่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากการปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องแล้ว 62 ราย โดยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 9 ราย

เมื่อถามถึงกระแสโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์ว่า 16 วันที่ผ่านมา ยังไม่สามารถปฏิบัติการใดได้เลยนั้นเป็นการดึงงบประมาณหรือไม่ รองโฆษก ดีเอสไอ กล่าวว่า เนื่องจากเป้าหมายที่เข้าปฏิบัติไม่ใช่เป้าหมายทางทหารที่สามารถใช้กำลังเข้าตี แต่เป้าหมายเป็นพลเรือน ความเชื่อความศรัทธา หากใช้กำลังก็จะเกิดการทำลายพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึงให้อำนาจไปยัง พศ. เพื่อตรวจสอบในเรื่องของพระวินัย ซึ่งเป็นภาพที่จะออกไปยังสังคมทั่วโลก เพื่อให้ตัดสินข้อเท็จจริงเอง โดยอาจทำให้เกิดความล่าช้าไปบ้าง

ด้าน นายณัฐกิตติ์ กล่าวว่า เหตุที่อาจทำให้เกิดการล่าช้า เนื่องจากทาง พศ. ไม่มีอำนาจโดยตรงที่จะจัดการกับพระสงฆ์หรือสามเณร โดยเราจะต้องประสานไปยังเจ้าคณะผู้ปกครอง ซึ่งตนไม่สามารถที่จะดำเนินการในการควบคุมพระสงฆ์ได้ หากเจ้าคณะผู้ปกครองต้องการให้ พศ. ดำเนินการอะไรก็จะกระทำตามนั้น และถ้ามีการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดก็จะทำการสั่งให้เจ้าอาวาสสั่งให้พระสงฆ์รูปดังกล่าว ทำการออกจากวัดไป สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าคณะจังหวัดกับวัดนั้น ตนไม่สามารถตอบได้ อย่างไรก็ตาม พศ. ไม่มีอำนาจในการจับพระศึก ถ้าพศ.ทำเกินกว่าเหตุก็จะโดนพระสงฆ์ฟ้องได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน