เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สำนักงานใหญ่ สำนักงานเขตหลักสี่ นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการ กปภ. นายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง รศ.เอนก ศิริพานิชกร กรรมการและประธานสาขาวิศวกรรมโยธา เจ้าหน้าที่วิศวะกรรมสถานแห่งประเทศไทย พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าตรวจสอบอาคาร 2 บริเวณชั้น 4 เพื่อหาสาเหตุเพลิงไหม้ โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง
ดร.ธเนศ กล่าวว่า จากการตรวจสอบอาคารที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ พบว่าเสาและโครงสร้างหลักของอาคารยังคงตั้งตรง มีเพียงโครงสร้างหลังคาและหน้าต่างที่ทำจากเหล็ก พบว่ามีการบิดตัวเสียรูปทรง เนื่องจากถูกความร้อน ส่วนพื้นคอนกรีตบางจุดมีการแอนตัว ซึ่งอาคารนี้ได้รับความเสียหายในชั้นที่ 4 เท่านั้น และตัวอาคารยังคงมีความแข็งแรงจึงไม่มีการทรุดตัวของอาคารแน่นอน
เนื่องจากไม่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้จากชั้นล่างขึ้นไป จึงทำให้การเกิดเหตุอาคารถล่มลงมาน้อยมาก ซึ่งในส่วนพื้นของชั้นที่ 4 ต้องให้มีการเก็บวัสดุที่ถูกไฟไหม้ออกหมดก่อนและทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก่อนที่จะประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป ในส่วนโครงหลังคาของอาคารนั้น ทำจากเหล็กซึ่งได้รับความเสียหายบิดตัวเสียรูป ต้องทำการรื้อถอนออกทั้งหมด ซึ่งหลังจากแก้ไขซ่อมแซมแล้วก็สามารถใช้อาคารได้ตามปกติ
“ยืนยัน ตัวอาคารไม่เสี่ยงถล่มหรือมีการทรุดตัว เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณชั้นบนสุดของอาคาร หากซ่อมแซมแล้วเสร็จสามารถกลับมาใช้งานได้ แต่จะคุ้มค่าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ว่าฯ กปภ.” ดร.ธเนศ กล่าว
นายเสรี กล่าว่า บริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ เป็นชั้นทำงานฝ่ายเลขาฯ มีห้องสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพลิงไหม้ครั้งนี้ เอกสารต่างๆ ที่ต้องส่งให้สตง.ตรวจสอบ ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ทยอยส่งเอกสารไปแล้ว และข้อมูลส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บที่ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งไม่ได้อยู่ภายในอาคารดังกล่าว
ส่วนเรื่องที่กปภ.ได้รับการร้องเรียนมาก่อนหน้านี้มีอยู่ประมาณกว่า 30 กว่าเรื่อง ไม่ได้รับผลกระทบ และไม่ส่งผลต่อการให้บริการประชาชนแต่อย่างใด โดยขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ เร่งทำความสะอาดโดยเร็วที่สุด เพราะมีเอกสารที่สำคัญ เกี่ยวกับการออกแบบ ซึ่งต้องรีบขนย้ายออกจากพื้นที่ โดยจากนี้ภายใน 1 เดือนจะจัดทำรายงานความเสียหาย และแนวทางการดำเนินการแซ่มแซม ส่งให้กับฝ่ายโยธา สำนักงานเขตหลักสี่ พร้อมเร่งดำเนินการซ่อมแซ่มส่วนที่ได้รับความเสียหายทันที เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้ ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ต้องรอผลจากกองพิสูจน์หลักฐาน
นายจักกพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่า กทม. กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่าเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณห้องเก็บเอกสารในชั้นที่ 4 เป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถควบคุมเพลิงได้ ซึ่งเบื้องต้นได้ทราบว่าทางการประปาส่วนภูมิภาคได้สั่งระงับการใช้อาคารชั่วคราวแล้ว เพื่อรอการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีก 2-3 วัน เพื่อดำเนินการซ่อมแซมต่อไป
ซึ่งในส่วนของอาคารการประปาส่วนภูมิภาคนั้นเป็นอาคารที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ ปีพ.ศ.2525 ซึ่งมีอายุมากกว่า 30 ปี และเป็นอาคารที่ไม่ได้อยู่ในประเภทอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่ จึงไม่ต้องส่งผลตรวจสอบประจำปีให้กับทาง กทม. ซึ่งเท่าที่มีการตรวจสอบพบว่าอาคารนี้มีการติดตั้งระบบเตือนภัย สายยางฉีดน้ำถังน้ำยาเคมีดับเพลิง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่แต่ละอาคารจะต้องมีไว้เพื่อระงับเหตุฉุกเฉินในเบื้องต้นอยู่แล้ว ทั้งนี้ทาง กทม.จะร่วมกับสำนักงานเขตต่างๆ ได้ทำการสุ่มตรวจอาคารเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการติดตั้งระบบการป้องกันอัคคีภัยให้กับเจ้าของอาคารนำไปปฏิบัติและมีการฝึกซ้อมกันเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า การตรวจสอบของพนักงานสอบสวนในเบื้องต้นได้ตั้งไว้ 3 ประเด็น 1.เกิดจากความประมาท 2 เกิดจากอุบัติเหตุ 3. เกิดจากการวางเพลิง ซึ่งพนักงานสอบสวน ต้องดำเนินตรวจสอบให้มีความชัดเจนต่อไป
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ห้องกองกิจการที่ 3 บนชั้นที่ 4 ซึ่งที่ห้องดังกล่าวนั้นมีเอกสารการรายงานผลการปฎิบัติงานของสำนักงานการประปาเขต 1 และเขต 8 ซึ่งไม่มีเอกสารที่มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตอย่างที่คาดกันแต่อย่างใด โดยพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแวดล้อม และพนักงานที่ปฎิบัติงานในห้องต้นเพลิงไปแล้วจำนวน 10 คน ซึ่งทั้งหมดให้การว่าหลังจากเลิกงานต่างก็แยกย้ายกันเดินทางกลับบ้านพัก ไม่ได้มีใครอยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งทั้งหมดให้การสอดคล้องกัน และคาดว่าสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้น่าจะมาจากอุบัติเหตุ
