ศาลสั่งบริษัทเหมือง จ่ายให้รัฐค่าฟื้นฟู ห้วยคลิตี้ คดีแรกในไทย “ผู้ก่อมลพิษ…จ่าย”
วันที่ 27 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน กกรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วใน ห้วยคลิตี้ เนื่องจากการทำเหมืองแร่ จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วย ตลอดจนเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การฟ้องคดีโดยชาวบ้านคลิตี้ 8 คน ฟ้องบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับผู้บริหารบริษัทเป็นจำเลย รวม 2 ราย
ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 15219/2558 ให้จำเลยร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ และให้จำเลยแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง จนกว่าลำห้วยคลิตี้จะกลับมามีสภาพที่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการ
ในคดีนี้หลังจากบริษัทตะกั่วฯ จำเลยกับพวกชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยละเลยไม่ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนของการแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีขอให้เรียกจำเลยมาไต่สวนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการดำเนินการฟื้นฟูตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ศาลยกคำร้องเนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำพิพากษา
ต่อมาวันที่ 21 ก.พ.62 ทนายความจากสภาทนายความ ร่วมกับมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี ขอให้กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในคดีนี้ และอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ปี 2561-2563 ในวงเงิน 454,762,865.73 บาทตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เข้ามาดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้แทนจำเลย
โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายที่กรมควบคุมมลพิษดำเนินการไป ตามนัยของมาตรา 358 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่ ซึ่งศาลจังหวัดกาญจนบุรี มีคำสั่งนัดไต่สวนโจทก์ จำเลยและกรมควบคุมมลพิษ วันที่ 22 เม.ย.62
ศาลได้เลื่อนนัดไต่สวนโจทก์ จำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ พ.106/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 1565/2549 ระหว่าง นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน (โจทก์) กับ บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนในวันที่ 11 มิ.ย.62 ที่ผ่านมา ซึ่งในวันดังกล่าวนั้น ศาลไต่สวนพยาน 3 ปาก ซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ 2 ปาก ตัวแทนกรมควบคุมมลพิษ 1 ปาก
ล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น. นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา (โจทก์) นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ น.ส.ชยาวีร์ หวังเจริญรุ่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วย นายสุรสีห์ พลไชยวงศ์ ทนายความ สภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความจากสภาทนายความ นางภินันทน์ โชติรสเศรนีย์ ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์
ได้เดินทางมาตามที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี นัดให้มาฟังคำสั่ง โดยมีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตัวแทนจำเลยที่ 1 เดินทางมารับฟังด้วย โดยศาลใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ
คดีแรกในไทย
จากนั้นนายสุรชัย ตรงงาม ทนายความจากสภาทนายความ เปิดเผยว่า ตามที่เราร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กรมควบคุมมลพิษเข้าไปฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยให้เรียกค่าใช้จ่ายจากผู้ประกอบการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาทางแพ่ง มาตรา 358
ซึ่งวันนี้ศาลพิจารณาไต่สวนไปแล้ว โดยมีคำสั่งอนุญาตให้กรมควบคุมมลพิษ เข้ามากระทำการฟื้นฟูแทนผู้ประกอบการได้
ศาลให้กรมควบคุมมลพิษ ทำรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องการฟื้นฟูมาเสนอต่อศาล เพื่อที่จะนำไปสู่การบังคับคดีกับผู้ประกอบการที่ไม่ยอมมาฟื้นฟู โดยกรณีนี้ถือว่าเป็นคดีแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ศาลมีคำสั่งแบบนี้
ส่วนตัวมองว่าจะเป็นบรรทัดฐานอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับการฟื้นฟู หากมีคำพิพากษาว่าให้ผู้ประกอบการดำเนินการฟื้นฟู้แก้ไขมลพิษ แต่ผู้ประกอบการยังเพิกเฉย ก็จะเป็นช่องทางนำไปสู่การบังคับคดีได้ โดยอาจจะประสานงานกับหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจ เช่น กรมควบคุมมลพิษ หรือกรมต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาดำเนินการแก้ไข
จากนั้นให้กรมดังกล่าวไปเรียกเอาค่าใช้จ่ายจากผู้ก่อมลพิษ สิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางนำไปแก้ไขปัญหามลพิษในชุมชนได้
เมื่อถามว่าแผนฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ปี 2561-2563 ในวงเงิน 454,762,865.73 บาทตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่กรมควบคุมพลพิษกำลังดำเนินการฟื้นฟูอยู่ในขณะนี้ งบประมาณจำนวนดังกล่าวถือว่าสูงมาก เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ผู้ก่อมลพิษจะนำเงินจำนวนนี้มาใช้คืนหรือไม่
นายสุรชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องต้องถามทางจำเลย เนื่องจากทางจำเลยเพิกเฉยไม่ยอมติดต่อมา แต่ขอเรียนว่าการนำงบฯ มาฟื้นฟูเข้าใจว่าไม่ใช่แค่ 400 กว่าล้านบาท แต่น่าจะมากกว่า 500 ล้านบาท โดยงบ 400 กว่าล้านบาท เป็นเพียงแค่งบฯ ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เท่านั้น
แต่อันที่จริงแล้วจะต้องประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายสำหรับการที่กรมควบคุมมลพิษที่จะเข้าไปตรวจ วิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การตรวจน้ำ ตรวจสัตว์น้ำ ตรวจดิน ตรวจพืช ตรวจผัก เป็นต้น ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะต้องใช้งบประมาณมากกว่า 500 ล้านบาท
ด้านนางภินันทน์ โชติรสเศรณี ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ กล่าวว่าจากการที่กลุ่มอนุรักษ์ได้ร่วมต่อสู้คดีนี้มากว่า 20 ปี ถึงตรงนี้เรารู้สึกดีใจที่ศาลท่านได้ตัดสินออกมาแบบนี้ เพราะทำให้ชุมชนได้รับความยุติธรรม และได้ให้โทษกับคนที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายด้วย คือผู้กระทำต้องรับผิดชอบ โดยปกติเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา เงินที่ได้มาเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือ ไม่สามารถนำออกมาใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรมได้ แต่วันนี้
ส่วนนายกำธร ศรีสุวรรณมาลา ในฐานะโจทก์ที่ยื่นร้อง เปิดเผยว่าถึงตรงนี้แล้วตนก็รู้สึกดีใจที่ศาลท่านได้มีคำพิพากษาออกมาในวันนี้ สำหรับงบประมาณในการนำมาฟื้นฟู อันที่จริงแล้วจะต้องไม่นำเงินภาษีของประชาชนมาเป็นค่าฟื้นฟู แต่จะต้องเป็นเงินที่ได้มาจากผู้ก่อมลพิษ เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ก่อมลพิษ กอบโกยรายได้จากการทำเหมืองแร่ดังกล่าวไปหลายหมื่นๆล้านบาท
ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลจังหวัดกาญจนบุรี มีคำสั่งอนุญาตให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
อันเกิดจากการปนเปื้อนของสารตะกั่ว ให้กลับมามีสภาพที่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการแทนจำเลยทั้งสอง ตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยให้ถือว่าค่าใช้จ่ายที่เสียไปเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองต่อไป โดยให้กรมควบคุมมลพิษจัดทำหลักฐานการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีในส่วนค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป
คำวินิจฉัยสรุปได้ว่าเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง จนกว่าลำห้วยคิลิตี้จะกลับมามีสภาพที่สามารถใช้อุปโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยต่อคำบังคับที่ให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา
กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย ในการคุ้มครองและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งประสานเพื่อให้มีการดำเนินการฟื้นฟู ระงับเหตุที่อาจเป็นอันตรายจากมลพิษในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนมลพิษ
กรมควบคุมมลพิษได้มีหนังสือถึงศาลในคดีนี้ แจ้งว่าสามารถเข้าดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้มีสภาพที่สามารถใช้อุปโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการแทนจำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ แต่จะต้องไม่รับภาระเพิ่มนอกเหนือไปจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ดังนั้น โจทก์ทั้งแปดในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา จึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กรมควบคุมมลพิษในฐานะบุคคลภายนอกคดี กระทำการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการแทนจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 358 วรรคหนึ่ง
ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 358 วรรคสอง
คำสั่งของศาลในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานคดีแรกในการยืนยันหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมว่าหากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ชุมชนผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีสามารถร้องขอต่อศาล
เพื่อให้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่และมีความเชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาและเรียกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากผู้ประกอบการได้ โดยไม่ต้องไปฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นคดีใหม่ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน