ด่วน! คุก 2 ปี “สุรพงษ์” รมว.ต่างประเทศ ออกพาสปอร์ตให้ “ทักษิณ ชินวัตร”

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษา “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” ผิด ออกพาสปอร์ตทักษิณ แต่ศาลปรานี พิพากษาแก้ให้รอลงอาญา 2 ปี เหตุป่วยหนักหลายโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเพิ่มโทษปรับ 1 แสน

เมื่อเวลา 12.00 น.เศษ วันที่ 10 ต.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.สนามหลวง องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ

ในคดีหมายเลขดำ อธ.อม.3/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อายุ 66 ปี อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลยความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1

คดีนี้อัยการสูงสุ ยื่นฟ้องเมื่อเดือนมี.ค.60 ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติในเดือน ก.พ.60 ชี้มูลความผิดทางอาญานายสุรพงษ์ ที่ลงนามพิจารณาออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ต.ค.54 ทั้งที่ขณะนั้นนายทักษิณ ยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่นๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว อันเป็นการกระทำขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) และ (4) ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ เสียหาย

คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มิ.ย 61 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท

จึงให้ลงโทษตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด โดยให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ขณะที่พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลย มีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนี ให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ

ต่อมานายสุรพงษ์ จำเลยยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งวันนี้ นายสุรพงษ์ เดินทางมาพร้อมกับญาติ คนใกล้ชิดและทนายความ พร้อมฟังคำพิพากษา โดยเดินทางมาถึงศาลฎีกาตั้งแต่เวลา 08.00 น. ก่อนถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เวลา 11.00 น.

โดยนายสุรพงษ์ สวมเสื้อผ้าชุดขาว นั่งรถเข็น สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตาดำ พร้อมกับสวมหมวกเนื่องจากมีอาการป่วยหนัก ซึ่งในการฟังคำพิพากษานี้ ศาลได้จัดชุดเจ้าหน้าที่พยาบาลไว้เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีมีเหตุฉุกเฉิน

ขณะที่องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คนพิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลย ทั้งข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็นนั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ส่วนที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น องค์คณะฯ เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง เนื่องจากการกระทำนั้นทำให้นายทักษิณ เกิดความสะดวกในการเดินทางไปต่างประเทศทั้งที่ศาลได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่ดินรัชดาภิเษก และในขณะนั้นก็มีหมายจับในคดีอื่นๆ ด้วย จึงไม่มีเหตุลดโทษ

ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่า ระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพ จำเลยมีอาการป่วยเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือด รวมทั้งมะเร็งซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯ จึงเห็นควรให้โอกาส

โดยองค์คณะฯ มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังองค์คณะวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้วญาติของนายสุรพงษ์จำเลย ก็ได้เตรียมเงินชำระค่าปรับแล้ว

บทความก่อนหน้านี้งานครีเอต! พ่อแม่พร้อมใจ จัดเต็มให้ลูก หลังโรงเรียนจัดงานเทศกาล ฮาโลวีน
บทความถัดไปปีเตอร์ เช็ก เปลี่ยนแนว เซ็นสัญญา ผู้รักษาประตูฮอกกี้น้ำแข็ง ดิวิชั่น 2 อังกฤษ