จากกรณีกลุ่มผู้เสียหาย เข้าแจ้งความกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นนท์นรัตน์ มุลิจันทร์ เจ้าของ “บริษัท ปาลิตต้าเพียว อินเตอร์คอสเมติก จำกัด” ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนธุรกิจผลิตครีมบำรุงผิว โดยมีการให้เงินปันผลต่อเดือนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ของเงินลงทุน ก่อนขอให้ลงทุนเพิ่ม อ้างสินค้ากำลังขายดี เพราะต้องส่งออกไปต่างประเทศด้วย ภายหลังทางน.ส.นนท์นรัตน์ กลับหอบเงินลงทุนหลบหนีไป จนทราบว่า มีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ถูกหลอกเหมือนกัน โดยพบมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
อ่านข่าว โผล่อีกราย! เหยื่อแจ้งจับเจ้าของบ.ครีม หลอกให้ร่วมหุ้นสุดท้ายปิดบ้านหนี สูญนับ 10 ล้าน
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 28 เม.ย. ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืช รองผบก.ช.ก.พล.ต.ต.สุทิน ทรัยพ์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก. 2 บก.ป. พ.ต.อ.นิรันดร์ ปิตะกาศ ผกก.3บก.ป. พ.ต.ท.อนุชา ธนะอุดม พ.ต.ท.ธีรพัฒน์ ธารีไทย รอง ผกก.3 บก.ป. ร่วมกันแถลงจับกุม นางนนท์นรัตน์ มุลิจันทร์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 702/104 ถ.พิชัยรณรงค์สงคราม ต.ปากเพรียว อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี น.ส.ปุญญ์ธนันท์ มุลิจันทร์ อายุ 30 ปี และน.ส.ฐิติยรัชต์ บุญมีประเสริฐ อายุ 38 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
พล.ต.ต.สุทิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีกลุ่มผู้เสียหาย เข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับทางเจ้าของบริษัท ปาลิตต้า เพียว อินเตอร์ คอสเมติก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายด้านเวชสำอางค์ แต่หลอกลวงให้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัท ซึ่งจะให้ผลตอบแทนร้อยละ 22 เปอร์เซนต์ ใน 65 วัน ซึ่งก็ทำให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุนกันเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อครบกำหนดกลับไม่ได้รับเงินดังกล่าว เหตุเกิดขึ้นในหลายท้องที่ ในจังหวัดชลบุรี สุพรรณบุรี และนนทบุรี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 82,337,108 ล้านบาท
พล.ต.ต.สุทิน กล่าวต่อว่า ต่อมาพนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานก่อนขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับ โดยคดีนี้มีผู้ต้องหา 5 ราย คือ นางนนท์นรัตน์, น.ส.ปุญญ์ธนันท์, น.ส.ฐิติยรัชต์ , นายสราวุธ ชัยฤทธินาถ อายุ 38 ปี และนายสุริโย มุลิจันทร์ อายุ 30 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้จับกุมนายสราวุธไปก่อนหน้านี้และตามผู้ต้องทั้ง 3 รายได้ที่จังหวัดภูเก็ต ส่วนนายสุริโยนั้นอยู่ระหว่างติดตามจับกุม
ส่วนนางนนท์นรัตน์ ให้การว่า ตนและพวกเปิดบริษัทขายเครื่องสำอางมาได้ 2 ปีแล้ว ซึ่งต้องลงทุนใช้เงินเป็นจำนวนมาก เพราะต้องทำโฆษณาและทำการตลาด ช่วงแรกขอกู้สินเชื่อธนาคาร ปรากฏว่าติดปัญหาไม่สามารถกู้ยืมได้ ตนในฐานะผู้บริหารจึงต้องเร่งหาเงินมาลงทุน จึงระดมเงินจากสมาชิกและตัวแทนจำหน่าย
นางนนท์รัตน์ กล่าวต่อว่า ระยะแรกก็สามารถแบ่งกำไรให้กับสมาชิกได้ มาในระยะหลังเริ่มเกิดปัญหา เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายเน้นแต่เรื่องการลงทุนเงินเพื่อหวังเงินปันผล โดยไม่ได้เน้นการขายสินค้า จนยอดขายตก และขาดทุน ซึ่งตนเปิดบริษัทมาแล้ว 2 ปี เพิ่งจะเกิดปัญหาในช่วง 7-8 เดือนหลัง จำนวนเงินทั้งหมดที่ระดมมาส่วนใหญ่ก็นำไปใช้จ่ายเป็นเงินปันผลให้สมาชิกเท่านั้น ก็ต้องขอโทษตัวแทนและลูกค้าด้วยที่เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจาก ไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ
ส่วนสาเหตุที่ต้องหลบหนีออกจากบ้าน ก็เพราะถูกข่มขู่จากผู้ลงทุน และเจ้าหนี้นอกระบบที่ตนไปกู้ยืมมาด้วย ภายหลังการสอบสวนจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองปราบปราม ดำเนินคดีต่อไป
