เปิดตัว‘อาม่า’คนแรกของไทยติดไวรัส‘อู่ฮั่น’รักษาหายแล้ว ตกใจเห็นหมอใส่ชุดมนุษย์อวกาศ

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 4 ก.พ. ที่ร.พ.นครปฐม พญ.ดารารัตน์ รัตนรักษ์ ผอ.ร.พ.นครปฐม พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5 นพ. สามารถ ถิระศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย‘อาม่า ใจ้ม่วย แซ่อึ๊ง’ อายุ 73 ปี น.ส.กฤติกา แซ่อึ๊ง อายุ 55 ปี บุตรสาว และนายพงษ์พัฒน์ แซ่อึ๊ง อายุ 48 ปี ร่วมแถลงความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่ง‘อาม่า ใจ้ม่วย แซ่อึ๊ง’ เป็นคนไทยรายแรกที่ได้รับเชื้อและสามารถรักษาให้หายได้สำเร็จ

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

โดยเรื่องนี้ สืบเนื่องจาก‘อาม่า ใจ้ม่วย แซ่อึ๊ง’ เป็นผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 จากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ร.พ.นครปฐมได้รับการประสานส่งตัวมารักษา หลังจากพบว่าอาม่าใจ้ม่วย มีประวัติเดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองอู่ฮั่น ช่วงก่อนปีใหม่จากนั้นในช่วง 14 วันหลังเดินทางกลับ มีอาการไข้ หายใจเหนื่อย อ่อนเพลีย ทีมแพทย์ดำเนินการมาตรการเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข และรับผู้ป่วยไว้ในห้องผู้ป่วยแยกโรคความดันลดทันที

ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อในร.พ. มีการนอนพักรักษาตัวในห้องแยกโรคความดันลบ ถ่ายภาพรังสีปอดเพื่อติดตามดำเนินโรคตรวจทางห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ดูแลสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจดูแลโรคประจำตัว และสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง คอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งผลการตรวจเป็นลบติดต่อกัน 2 ครั้ง พ้นระยะการแพร่กระจายของเชื้อ ร.พ.จึงได้ให้ผู้ป่วยเดินทางกลับบ้านหลังรับเข้ารับการรักษาเป็นเวลา 10 วัน

พญ.ดารารัตน์ รัตนรักษ์ ผอ.ร.พ.นครปฐม เปิดเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้ได้รับความร่วมมือหลายด้าน ประการแรก ร.พ.ได้ใช้แนวทางในการรักษาผู้ป่วยสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะ ซึ่งได้ปฏิบัติตามแนวทางของกระทรวงของทุกอย่าง รวมทั้งประการที่ 2 ความร่วมมือตั้งแต่ระดับของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือว่าเป็นระดับประเทศ จนถึงในลักษณะของความร่วมมือในระดับเขต ระดับจังหวัดและระดับร.พ.นครปฐม โดยใช้ระบบการสั่งการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการในภาวะฉุกเฉินนี้

“โดยทุกระดับปฏิบัติตาม มีการประสานงานกัน เรียกได้ว่าเป็นการร่วมมือในการดูแล ประการที่ 3 ถึงแม้เราจะเป็นร.พ.ต่างจังหวัด ผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยคนไทยรายแรก และเกิดที่ต่างจังหวัด ดูแลในร.พ.ต่างจังหวัด แต่อย่างไรก็ตามเราดูแลตามมาตรฐานของวิชาชีพ ดูแลด้วยหลักวิชาการและได้รับความร่วมมือที่ดีมากที่สุดจากตัวผู้ป่วยและญาติ เพิ่มความมั่นใจให้กับทีมแพทย์ ดังนั้น จึงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง”

ด้านอาม่าใจ้ม่วย เปิดเผยว่า เดินทางไปเที่ยวที่อู่ฮั่นโดยไม่ได้ไปเดินตามตลาดสด แต่ไปสถานที่ท่องเที่ยวหลักที่เป็นภูเขา โดยเดินทางไปกับลูกสาวและญาติๆรวมกัน 18 คน ถ้าย้อนเวลากลับไปก็ไม่สามารถนึกออกได้ว่า ไปติดโรคมาจากที่ใด เนื่องจากขณะเดินทางไปเที่ยวนั้นเข้ารับประทานอาหารในภัตตาคาร และไม่ได้ไปเดินตามตลาดหรือซอกซอยใดๆ และไม่คาดคิดว่าจะติดไวรัสมาเช่นกัน

ส่วนอาการ ผิดปกติ รู้สึกตัวขณะนั้นมีอาการเมื่อยตัว วิงเวียนศีรษะ ทานอาหารไม่ลง และเมื่อทราบว่าตัวเองเป็นคนไทยรายแรก ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 รู้สึกตกใจไม่คิดว่าจะติดเชื้อเพียงคนเดียว แต่คิดว่าถ้าหากแพทย์รักษาแล้ว หรืออยู่ใกล้หมอแล้วก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เมื่อมาถึงร.พ.ทีมแพทย์ นำตัวเข้าไปในห้องที่มีกระจกกั้นมิดชิดหลายชั้น

ทีมแพทย์แต่งกายเหมือนตุ๊กตา มนุษย์อวกาศ ก็รู้สึกงงและแปลกใจและไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ จนกระทั่งวัน 2 วันผ่านไปทีมแพทย์มาอธิบายเกี่ยวกับโรคนี้ให้เข้าใจ ตอนแรกก็รู้สึกเครียด เหมือนกับถูกขังอยู่ในกระจกหลายชั้น ไม่เจอทั้งญาติและลูกหลาน อยากกลับบ้าน แต่หมอได้เข้ามาอธิบายว่าต้องรักษาจึงเข้าใจ คาดว่าเป็นโรคที่ทีมแพทย์สงสัยจึงจำเป็นที่จะต้องแยกผู้ป่วย โดยสวมใส่ชุดอวกาศเข้าไปรักษา ด้วยกลไกของการป้องกันเชื้อทั้งหลายทั้งปวง

พญ.ดารารัตน์ กล่าวเสริมว่า ขณะที่อาม่าเข้ารับการรักษานั้น บางวันตรวจพบไข้สูงถึงประมาณ 37 องศาหรือบางวันอาจไม่พบไข้เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เวลานี้ยังมีการรักษาตัวของผู้ป่วยโรคไวรัสอยู่หรือไม่ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 5 ตอบว่า แน่นอนว่าเมื่อมีการปรากฏของเชื้อและทราบว่ามีผู้ป่วยที่ทีมแพทย์สงสัยเข้าข่าย ก็จะอยู่ในกลไกของการดูแลรักษาของร.พ.นครปฐม แต่จนบัดนี้เรามีผู้ป่วยที่ได้กลับบ้านไปแล้วหลายคน ทุกคนแข็งแรงดีหมด เหลือเพียง 1 รายที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาหาย สำหรับอาม่า เป็นการรักษาแบบประคับประคอง จนกระทั่งผู้ป่วยสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันที่กำจัดเชื้อโรคนั้นไป เป็นการประคับประคองอาการ เนื่องจากมี โรคหัวใจซึ่งเป็นโรคประจำตัวแล้ว การดูแลต้องไม่แย่ลง เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะปอดบวมก็ต้องไม่แย่ลงด้วยเช่นกัน

โรคนี้นับว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ เพราะฉะนั้นกลไกของการรักษา จะต้องอาศัยการวิจัย รวบรวมประสบการณ์ และถอดเป็นองค์ความรู้ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติที่เป็นระบบ กลไกนี้ต้องใช้เวลา ทั้งนี้กระทรวงได้มีการแถลง ซึ่งเรากำลังมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่กำลังจะชัดเจนขึ้น ถามว่ากลไกของการดูแลอาม่านั้น หมอเองอยู่เบื้องหลังในทีมงานคอยสนับสนุนทีมแพทย์ เรามีความเป็นห่วงเป็นใยผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง จากแนวโน้มประสบการณ์การเกิดโรคนี้ในต่างประเทศ อัตราการเสียชีวิตในหลายประเทศรายงานมาอยู่ที่ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ใช่ 0% ฉะนั้นเราต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อคนไข้ของเรา

อาม่าใจ้ม่วย ยังได้ให้คำแนะนำถึงคนไทยทุกคนว่า ถ้าพบอะไรผิดปกติให้รีบหาหมอ แพทย์เก่งและคนไข้สู้ โรคนี้ก็จะหาย ทั้งนี้ได้เผยถึงการดูแลตัวเองในเบื้องต้นก่อนที่จะมาพบแพทย์ ว่า ในแต่ละวันอาม่าล้างคอหลายครั้ง เพื่อไม่ให้ลำคอมีเสมหะติดอยู่ หายใจสะดวกขึ้น

ส่วนกฤติกา ลูกสาวอาม่า กล่าวว่า ครั้งแรกที่พาอาม่ามาหาหมอ เพราะไม่มีแรงเดิน กินอะไรไม่ได้ เเลยตัดสินใจพามาร.พ. เนื่องจากเห็นข่าวแล้วคาดว่าอาจติดไวรัส ตอนที่มาร.พ.นครปฐม เราก็คิดว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ แต่เราโชคดีที่ทีมแพทย์ดูแลดี เราถามก็สามารถตอบเราได้ทุกอย่าง ขณะที่อาม่ารักษาตัวอยู่ก็ได้โทรศัพท์ติดต่อกันตลอดเวลา เพราะเอาโทรศัพท์เข้าไปด้วย เราได้โทรคุยกัน ตลอด อาม่ามีลูก 7 คน หลานๆก็โทรมาปลอบใจว่าไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะโรคนี้อยู่ในมือหมอ หากมีกำลังใจดี โรคทุกโรคก็จะหาย ถ้าเชื่อฟังหมอและปฏิบัติตามที่คุณหมอสั่ง ยังไงก็ต้องหาย แล้วก็จะได้กลับบ้านไปรับแต๊ะเอียอั่งเปา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน