รวบ อดีตสท.หลังสวน เล่นชู้เมีย เศรษฐีชาวดัตช์ วางแผนฆ่าทุบหัว หวังฮุบมรดกร้อยล้าน หลังหนีคดีนาน 13 ปี เจ้าตัวสำนึกผิดพร้อมรับโทษแล้ว
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ก.พ. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป. และ พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5 บก.ป. ร่วมกันแถลงผลจับกุม นายอนุพงศ์ สุทธานี อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่1034/2550 ลงวันที่ 21 ธ.ค.2550 ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง” หลังจับกุมตัวได้ในพื้นที่ ม.2 ต.วังธง อ.เมือง จ.แพร่
กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่

พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวว่า เมื่อปี 2546 นายอนุพงศ์ซึ่งเป็นสมาชิกเทศบาลหลังสวน จ.ชุมพร ได้ไปรับเหมาก่อสร้างบ้านพักให้กับ นายจูลส์ อายุ 49 ปี ชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่วางจำหน่ายอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา และจ.ภูเก็ต
พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวต่อว่า ผู้ตายได้มาใช้ชีวิตบั้นปลายแต่งงานอยู่กินกับ น.ส.มาริสา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี หญิงสาวชาวไทย อยู่ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ระหว่างนั้น นายอนุพงศ์กลับแอบคบชู้และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับน.ส.มาริสา จนทราบว่าผู้ตายได้ทำประกันชีวิตและมีทรัพย์สินมรดกรวมแล้วมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวอีกว่า ผู้ต้องหาจึงสมคบคิดกับ น.ส.มาริสา และ นายเศกสรรค์ (ขอสงวนนามสกุล) พี่ชายของน.ส.มาริสา วางแผนฆ่านายจูลส์ เพื่อหวังครอบครองเงินมรดกทั้งหมด กระทั่งวันที่ 16 พ.ย.2546 วันเกิดเหตุนายอนุพงศ์และนายเศกสรรค์ สบโอกาสเห็นนายจูลส์ ยืนอยู่เพียงลำพัง จึงใช้ไม้รุมตีจนสลบ พร้อมกับใช้เชือกรัดคอจนแน่นิ่ง
ตอนแรกกลุ่มผู้ต้องหาเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้ว จึงช่วยกันยกร่างของนายจูลส์ขึ้นรถเพื่อนำไปทิ้งอำพรางคดี แต่ระหว่างทางนายจูลส์เกิดฟื้นคืนสติขึ้นมา พร้อมกับตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ นายอนุพงศ์และนายเศกสรรค์ จึงช่วยกันใช้ก้อนหินทุบหัวซ้ำจนเสียชีวิตคาที่ ก่อนนำศพไปโยนทิ้งไว้ที่กองขยะแห่งหนึ่งภายในซอยกรีนเวย์ อ.เมือง จ.ชลบุรี
พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวว่า จนกระทั่งมีผู้มาพบศพนายจูลหลังเกิดเหตุได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งน.ส.มาริสาและนายเศกสรรค์ให้การรับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เหลือเพียงนายอนุพงศ์ที่หลบหนี หลังจากถูกปล่อยตัวชั่วคราว ระหว่างประกันตัวเพื่อสู้คดี กระทั่งวันที่ 21 ธ.ค.2550 ศาลมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิต แต่ผู้ต้องหายังไม่ยอมมารับฟังคำตัดสิน ศาลจึงออกหมายจับไว้
ด้าน พ.ต.อ.เนติ กล่าวว่า ระหว่างหลบหนีนายอนุพงศ์ได้ไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ พร้อมกับตัดขาดญาติพี่น้อง โดยมีการเปลี่ยนชื่อนามสกุลใหม่ทั้งหมด ภายหลังหลอกใช้ผู้อื่นให้ไปช่วยซื้อที่ดินที่ จ.แพร่ เพื่อปลูกบ้านใช้หลบซ่อนตัว หลังหลบหนีคดีมานานกว่า 13 ปี ก่อนตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอนุงพงศ์ ให้การรับสารภาพและสำนึกในความผิดที่ได้ก่อขึ้น พร้อมที่จะรับโทษตามกฎหมาย จึงนำตัวส่งศาลจังหวัดพัทยา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

