เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 25 พ.ค. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ติดตามความคืบหน้าเหตุระเบิดพระมงกุฎเกล้าฯ โดยมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ด้านความมั่นคง พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษา (สบ10) พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผบช.ภ.1-9 ผบช.ศชต. ผบช.ก.ผบช.ส. แพทย์ใหญ่รพ.ตร. ชุดสืบสวนสอบสวนคดี รวมกว่า 200 นาย ร่วมประชุม โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวภายหลังประชุมว่า ทางคณะทำงานได้สอบปากคำพยานไป 61 ปากแล้ว เหลือที่ต้องสอบอีกประมาณ 10-20 ปาก ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จภายในวันนี้ ในจำนวนพยานที่สอบไปแล้ว มี 5-6 ปาก ที่ให้การเป็นประโยชน์ และเชื่อว่ายังมีพยานที่น่าจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อีกที่สอบไปเป็นพยานแวดล้อมที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
ส่วนการสอบพยานดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการสืบสวนหรือไม่นั้น ตนไม่ขอตอบ เพราะอยู่ในสำนวน การก่อเหตุผ่านมา 3 วันตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานและต่อจิ๊กซอว์ มีการดำเนินการทุกมิติ ทั้งเรื่องการสืบสวน สอบสวนควบคู่กันไป คดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายน่าจะมาก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 1 คนเป็นอย่างน้อย
ขณะนี้กำลังจำลองเหตุการณ์ว่าคนร้ายเข้าเดินทางเข้ามาไหนและเดินทางออกไปทางไหน มาด้วยรถอะไร ดูสถานที่ก่อนจะลงมือก่อเหตุก่อนหรือไม่นั้น ก็เป็นไปได้หมดทั้งหมด อาจมาเคสซิ่งดูที่ก่อเหตุก่อน หรือมาก่อเหตุเลยก็ได้ เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เปิด ประชาชนสามารถเดินทางเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนคนร้ายจะมีการแบ่งงานกันทำ มีการชี้เป้าก่อนลงมือก่อเหตุด้วยหรือไม่นั้น ถ้าจับได้จะถามให้
อย่างไรก็ตาม ในแนวทางการสืบสวน เชื่อว่าคนร้ายยังอาศัยอยู่ภายในประเทศ และก็เชื่อว่าจะจับกุมได้ ส่วนจดหมายเตือนก่อเหตุอยู่ระหว่างตรวจสอบ และสั่งการให้เอา 3 คดีทั้งหน้ากองสลาก โรงละครแห่งชาติ รพ.พระมงกุฎ มาตรวจสอบด้วย
เมื่อถามว่า พบความเชื่อมโยงระหว่างคนที่ส่งจดหมายกับมือวางระเบิดหรือยัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ ในส่วนนี้ตำรวจฐานข้อมูลอยู่แล้วแต่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ เพื่อให้ตกผลึก เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามทำเต็มที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับกลุ่มต่างๆ ในส่วนของจดหมายที่ส่งไปยังโรงพยาบาล 3 แห่งนั้น ตรวจสอบชื่อที่ปรากฎในจดหมาย ไม่มีตัวตนจริง ไม่อยู่ในสารบบของทะเบียนราษฎร์ ชื่อปลอมทั้งหมดพิสูจน์ทราบทุกรายแล้ว
“ส่วนที่เชิญนายอาแว ยูโซ๊ะมาสอบ ก็พบว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง จดหมายยังไม่เจอตัวตนของคนที่เกี่ยวข้อง ยังต้องระดมความคิด หลักฐาน เพื่อสืบสวนว่าเกี่ยวกับระเบิดครั้งนี้หรือไม่ ในส่วนที่ผู้สื่อข่าวชอบถามว่า เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภาคใต้หรือไม่ แต่คดีนี้ยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้อง แต่ในอดีตก็มีหลายคดีที่กลุ่มคนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาเรียนเป็นนักศึกษา ที่ม.รามคำแหงแล้วก่อเหตุ แต่ครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นกลุ่มนี้ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองหรือไม่นั้น ก็อาจจะมีบ้าง พวกนิยมความรุนแรง ซึ่งตนพูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว” ผบ.ตร.กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังมองถึงประเด็นที่มีการจ้างทำ อุดมการณ์ ที่เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่คงไม่ใช่ประเด็นมาปาระเบิดเพราะค่ารักษาแพงแน่ๆ
เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่กลุ่มฮาร์ดคอร์นิยมความรุนแรงทางการเมือง ว่าจ้างกลุ่มที่ก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้มาก่อเหตุ ผบ.ตร. กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ มองไว้ด้วย มองทุกประเด็น ไม่ตัดอะไร ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นการว่าจ้าง ตนก็ไม่ตัด นายกรัฐมนตรีก็มีข้อมูล ทุกประเด็นถูกวางบนโต๊ะสืบสวนสอบสวน สำหรับผู้ต้องสงสัยขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมตัว ส่วนวันนี้ที่มีการเชิญตัวแทนโรงพยาบาลตำรวจ และในส่วนของกทม. นั้น มาปรึกษาหารือในสองเรื่องคือมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงพยาบาล การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ของตัวเอง
ส่วนที่ 2 คือการทำกิจกรรมเช่นการให้กำลังใจซึ่งกันและกันในโรงพยาบาล ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยมีในโลก เพียงแต่แสวงหาความร่วมมือว่ามีโรงพยาบาลใดต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้ประชุมร่วมกับหน่วยพยาบาลในกทม. เพื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกัน โดยที่ประชุมเสนอให้ รพ.ตร.ส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรม เรื่องการรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาล อาทิ การคัดแยกบุคคล การปรับมุมกล้องวงจรปิด ให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ในกทม. เอาตำรวจไปฝึกให้ในส่วนรพ.ตร. ได้ยกระดับการดูแลความปอลดภัย ตรวจสอบกล้องวงจรปิดมากกว่า 100 ตัว มีความพร้อม 100 เปอร์เซ็น และให้กำลังตำรวจสันติบาลเข้าไปดูแลความปลอดภัยจากเดิมเป็นกำลังของรพ.ตร.
เมื่อถามว่า ส่วนกรณีที่ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เหตุระเบิดที่ฟิลิปปินส์ จาการ์ตา และเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดใช้แดนภาคใต้ เป็นกลุ่มเดียวกันเกี่ยวข้องกันนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ได้สั่งให้ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ เตรียมแผนรับมือ แต่จะมาหรือไม่มาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องมีแผนรับมือไว้ โดยเฉพาะด้านการข่าวตำรวจไทยก็มีการประสานความร่วมมือกันอยู่ตลอดกับทางประเทศเพื่อนบ้าน สันติบาลตรวจสอบตลอด เบื้องต้นยังไม่มีสัญญาณความเชื่อมโยง ตนก็พูดคุยกับทางมาเลเซียตลอด ในกลุ่มตำรวจอาเซียนก็ประสานข้อมูลกันแจ้งเตือนทั่วไป แต่ไม่ได้เจาะจงแจ้งเตือนเหตุในไทย ดูแลความปลอดภัยเต็มที่ไม่ต้องกังวล
เมื่อถามว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุลอบวางระเบิดทั่วโลกและประเทศเพื่อนบ้านในส่วนนี้ได้นำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกันหรือไม่นั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้นำมาวิเคราะห์เพื่อป้องกันดูแล้วแต่ เบื้องต้นยังไม่มีแนวโน้มว่ามีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าเป็นแบบนั้นคงมีคนออกมายอมรับแล้ว ในต่างประเทศถ้าเขาทำ เขาจะออกมายอมรับและประกาศให้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นฝีมือของเขา
เมื่อถามว่า ทางกองทัพออกมาระบุว่าคนร้ายมี 3-4 กลุ่มสอดคล้องกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่นั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า “คงเป็นในส่วนของการข่าวของทางกองทัพ สำหรับการสเก็ตช์ภาพบุคคลต้องสงสัยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ตนยังไม่เห็น แต่ข้อมูลการสืบสวนต้องเอามาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีทั้งหมด
ส่วนข้อมูลที่พบชายต้องสงสัยนั้นก็ต้องสืบสวนสอบสวนให้ชัด ต้องให้ตกผลึก ขณะนี้ตำรวจกับทหารทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนการข่าว ข้อมูลมีความใกล้เคียงกัน พื้นที่ตรงนั้นเป็นของทหาร ทหารก็ต้องมีการข่าวของทหารอยู่ ในส่วนของตำรวจไม่มีการควบคุมตัวใคร วันนี้สั่งการในที่ประชุมให้เร่งหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาลงโทษ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รายงานผมทุกวัน ผมถามทุกวัน แต่ผมปล่อยให้ทำงานไม่เร่งรัดอะไร อยากจะออกหมายจับให้ได้ ถ้าจับผิดไป ก็จับแพะอีก ใครรับผิดชอบล่ะ ตอนนี้ยังไม่ตีกรอบว่ากลุ่มไหนทำ”
เมื่อถามว่า จากแผนประทุษกรรมการก่อเหตุที่รพ.พระมงกุฎฯ น่าจะทำมากกว่า 5 คน หรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า “พวกนี้เป็นขบวนการอยู่แล้ว ดูจากแผนประทุษกรรม อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตระหนก ทั้งตนและรัฐบางมีความวิตกที่เกิดเหตุกับประชาชน แต่ยืนยันว่ามีความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน สั่งการยกระดับความปลอดภัยทุกสถานที่สำคัญ ที่เป็นสัญลักษณ์ สถานที่ท่องเที่ยว ให้ดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด
คดีนี้ต้องเร่งจับกุมคนร้ายให้ได้ ต้องได้ตัวจริง เมื่อทำงานก็เชื่อมั่นว่าต้องจับได้ แต่ไม่กดดัน ทั้งนี้หากคนร้ายยังก่อเหตุที่โรงพยาบาลอีก ก็โหดร้ายเกินไป เราอยากได้การข่าวแจ้งเตือนที่ชัดเจนเหมือนกัน ไม่ใช่ส่งจดหมายลักษณะขู่แบบนี้”