เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 7 ต.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมทีมทนาย เดินทางมาศาลฎีกาฯ เพื่อขึ้นสืบพยานฝ่ายจำเลยเป็นนัดที่ 4 ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทยและ อดีตส.ส.อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรค นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต รมช.สาธารณสุข นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ เป็นต้น พร้อมมวลชนร่วมให้กำลังใจ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย ทั้งนี้ ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาถึง กลุ่มมวลชนได้มอบดอกไม้ และตะโกนให้กำลังใจ “นายกฯ ปูสู้ๆ” “เรารักนายกฯ ปู”
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการใช้คำสั่งทางปกครองเรียกเก็บค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจำนวนกว่า 35,000 ล้านบาท ว่า อยากขอความเห็นใจจากประชาชนว่า นโยบายนี้ทำเพื่อช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริง ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการต่างๆ หลายครั้งแล้ว เพราะการจะใช้คำสั่งคสช.เพื่อให้กรมบังคับคดีมีอำนาจยึดทรัพย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตนได้ร้องขอความเป็นธรรมบ้างแล้ว อยากให้รัฐบาลนำไปพิจารณาบนข้อเท็จจริงและความสมเหตุสมผล เพราะการเลือกใช้คำสั่งทางปกครองเหมือนเป็นการตัดสินแล้ว ทั้งที่ควรจะใช้การฟ้องศาลแพ่งมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือทางปกครอง และยังหวังว่ารัฐบาลจะไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง แต่ควรใช้กระบวนการทางคดีแพ่ง แม้ขณะนี้คดีอาญาเดินมาครึ่งทางแล้ว เราก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และมั่นใจในพยานหลักฐานข้อเท็จจริงที่เราชี้แจง
ส่วนคำวินิจฉัยกรณีนายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าแบงค์ชาติ ที่ระบุกำไร ขาดทุน ไม่สามารถนำมาเรียกร้องเป็นค่าเสียหายจากการดำเนินนโยบายของประเทศนั้น ตนได้ให้ทนายความศึกษาอยู่ ส่วนเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมในคดีนั้น ตนได้ร้องไปทุกที่ แต่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังไม่ได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการจากทุกหน่วยงานที่ได้ร้องขอไป
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ขณะนี้ราคาข้าวหอมมะลิกำลังตกต่ำอยู่นั้น อยากให้รัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริง เพราะการที่ไม่มีมาตรการอะไรทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ และคนที่เดือดร้อนก็คือชาวนา อีกทั้งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
เมื่อถามว่า จากที่ถูกดำเนินคดีคนเดียวถึง 15 คดี มองว่ามีความเป็นธรรมมากน้อยอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกหน่วยงานยึดสาระเหมือนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมและตามหลักสากล จึงเป็นสาเหตุให้ตนต้องร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงและสาธารณะชน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณาสิ่งต่างๆ บนความเป็นธรรมและเท่าเทียม
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่ามีความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล พยายามลดความน่าเชื่อถือกรณีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐฯ ที่มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐฯว่า ตนมองว่าหน้าที่ของโฆษกรัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงข้อสงสัยแก่ประชาชนให้เกิดความชัดเจน ดีกว่าโยนไปโยนมาเท่ากับว่ารัฐบาลก็เล่นการเมืองเอง
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่รัฐบาลพุ่งเป้าตรวจสอบมายังฝ่ายการเมืองมากเกินไป แต่การตรวจสอบภายในของรัฐบาลด้วยกันเองแทบจะน้อยมาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “จริงๆ แล้ว รัฐบาลถือว่าเป็นผู้นำ มีอำนาจทุกอย่าง อยู่ที่ผู้มีอำนาจที่จะคิด จะทำให้ประชาชนได้รับการยอมรับ” จากนั้นได้กล่าวขอบคุณและเดินขึ้นศาลทันที
