เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 มิ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ คณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์พิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ.. จัดเวทีประชาพิจารณ์เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ..ซึ่งเป็นเวทีประชาพิจารณ์ภาคกลางครั้งที่ 4 หลังจากจัดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้งที่ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปรากฏว่าเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพคัดค้าน แสดงออกทั้งการวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม และล่าสุดภาคอีสานที่จ.ขอนแก่น ได้ยึดเวทีประชาพิจารณ์ จนทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพกว่า 200 คน เดินทางมายังบริเวณหน้าห้องประชุมเวทีประชาพิจารณ์และถือป้ายคัดค้าน ไม่เอาแก้กฎหมายบัตรทอง โดยมีนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศไทย ฯลฯ จากนั้นขอเปิดเวทีคู่ขนานกับเวทีประชาพิจารณ์ แต่ไม่ขอเข้าร่วมภายในการประชุม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแลความปลอดภัย
ต่อมานายนิมิตร์โต้เถียงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณี เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียง จนทำให้เครือข่ายฯเข้าใจผิดว่า ตำรวจมีการยึดของจนเกิดการลุกฮือร้องตะโกนไม่พอใจว่า “ตำรวจรังแกประชาชน” จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ และแจ้งเหตุผลว่าไม่มีการยืดของแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งนำตัวชายไม่ทราบชื่อที่แย่งป้ายคัดค้าน ออกจากที่ประชุม เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดเรื่องบานปลาย
น.ส.สารี กล่าวว่า การมาเข้าร่วมครั้งนี้ ต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายครั้งนี้ เนื่องจากขัดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเป็นการแก้กฎหมายที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนแน่นอน เนื่องจากกฎหมายนี้สิ่งที่ควรแก้ไขกลับไม่แก้ อย่างเรื่องร่วมจ่าย แทนที่ควรตัดเรื่องนี้ออกไป หรือแม้กระทั่งการแก้กฎหมายที่ล้อตามมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างเรื่องการแก้ระเบียบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดำเนินการจัดซื้อยาจำเป็น วัคซีนได้ เนื่องจากเป็นประโยชน์ เพราะลดค่าใช้จ่ายและทำให้เข้าถึงยา ที่สำคัญสปสช.จัดซื้อยากลุ่มนี้เพียง 4.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประหยัดงบประมาณในรอบ 10 ปีได้เกือบ 5 หมื่นล้านบาท
“การแก้กฎหมายครั้งนี้กลับไปแก้ไขให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการแทน แบบนี้คือการเอาอำนาจกลับคืนโดยไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ส่วนประเด็นเรื่องสัดส่วนกรรมการก็เช่นกัน ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข แต่กลับแก้เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ สัดส่วนกระทรวงมากขึ้น แต่กลับมีการเบี่ยงประเด็นว่า กลุ่มที่มาร้องเสียผลประโยชน์ ต้องถามว่าเสียอย่างไร เพราะที่เราคัดค้าน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และที่สำคัญควรไปแก้สัดส่วนกรรมการควบคุมคุณภาพ โดยต้องเพิ่มผู้เสียหายฯ และควรเพิ่มศูนย์ร้องเรียนเข้าไปด้วย เพราะทราบปัญหาการร้องเรียนเรื่องคุณภาพดี แต่นี่ไม่มีเลย ดังนั้น หากยังเดินหน้าแก้กฎหมายต่อ พวกเราก็จะคัดค้าน และจะไปหานายกรัฐมนตรีแน่นอน” น.ส.สารี กล่าว
ด้าน พ.ต.ท.ปริญญา กลิ่นเกษร ผบ.ร้อยควบคุมฝูงชน บช.น. 2 กล่าวว่า การจัดกองร้อยควบคุมฝูงชนมาในงานประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ เพราะทราบมาว่าการจัดเวทีที่ผ่านมาในภาคอื่นมีการล้มเวทีการประชุมหลายครั้ง จึงเกรงว่าจะมีการเกิดขึ้นอีก จึงนำกองกำลังมาคอยดูแลเพื่อให้การจัดประชุมลุล่วง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยืนยันว่าไม่มีการใช้กำลังกับประชาชนแต่อย่างใด
ส่วนที่มีการควบคุมตัวบุคคลหนึ่งเมื่อช่วงเช้า เพราะเกิดความวุ่นวายขึ้น เกรงว่าจะมีการใช้ความรุนแรงระหว่างกันระหว่างกลุ่มผู้จัดประชุมและกลุ่มผู้คัดค้าน จึงมีการแยกตัวกันเท่านั้น ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงใดๆ การมาดูแลในครั้งนี้เราไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแน่นอน เพียงแต่มาดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งก็ได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้คัดค้านว่า ในช่วงระหว่างการประชุมอย่าใช้เครื่องขยายเสียงหรือชูป้ายที่เสี่ยงหรือหมิ่นเหม่ว่าจะล้มการประชุม ซึ่งทางกลุ่มผู้คัดค้านก็เข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และทางตำรวจก็ไม่ได้ยึดป้ายหรือยึดเครื่องเสียงแต่อย่างใด เพียงแต่ขอความร่วมมือให้เก็บในระหว่างที่ดำเนินการประชุมเท่านั้น



