เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 มิ.ย. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ พนักงานสอบสวนตามคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 236/2560 ลงวันที่ 24 พ.ค.60 ชุดคลี่คลายระเบิดในพื้นที่กทม.ได้ควบคุมตัวนายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อายุ 61 ปี ภูมิลำเนา กทม. อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1408/2560 ลงวันที่ 16 มิ.ย.60 คดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯมายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.-3 ก.ค. เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลอีก 14 ปาก และรอผลการตรวจประวัติต้องโทษจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร กับพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา รวมทั้งผลตรวจพิสูจน์ของกลางในคดีจากกองพิสูจน์หลักฐาน ตร.

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

โดยพนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหา ด้วยเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศและมีอัตราโทษสูง เป็นคดีที่น่าสนใจของประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชน ผู้ต้องหานี้ได้ก่อเหตุวางระเบิดในสถานโรงพยาบาล ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากแพทย์และมานั่งรอรับยาทำให้มีผู้ป่วยเข้ามารักษาได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก อันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ในเรื่องเกี่ยวกับการห้ามใช้โรงพยาบาลเป็นเป้าหมายการสู้รบ

ซึ่งนอกจากคดีนี้แล้วผู้ต้องหายังให้การรับสารภาพว่าเคยทำผิดลักษณะเดียวกันอีก 6 ครั้ง เมื่อวันที่ 9 เม.ย.50 ก่อเหตุที่บริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะ หน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์รัชโยธิน เขตจตุจักร ท้องที่สน.พหลโยธิน, วันที่ 5 พ.ค.50 ก่อเหตุบริเวณตู้โทรศัพท์ปากซอยราชวิถี 24 เขตดุสิต ท้องที่สน.ดุสิต,วันที่ 30 ก.ย.50 ก่อเหตุบริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เขตพระนคร ท้องที่สน.นางเลิ้ง,

วันที่ 5 เม.ย.60 ก่อเหตุหน้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล ถ.ราชดำเนิน เขตพระนคร ท้องที่สน.ชนะสงคราม และวันที่ 15 เม.ย.60 ก่อเหตุหน้าโรงละครแห่งชาติ เขตพระนคร ท้องที่สน.ชนะสงคราม ดังนั้น หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวไป เกรงว่าอาจก่อเหตุวางระเบิดในลักษณะเดียวกันอีกหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือหลบหนีไปหลังจากได้รับการปล่อยชั่วคราว และพนักงานสอบสวนระบุด้วยว่า หากอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาแล้ว ก็ขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมที่เรือนชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี (มทบ.11) ด้วย

ทั้งนี้ ตามคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ภายหลังเมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดที่ห้องจ่ายยาวงษ์สุวรรณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสหลายรายและทรัพย์สินยังได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 1,201,100 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบแน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุคือนายวัฒนาผู้ต้องหาที่ได้ประกอบวัตถุระเบิดท่อไปบ์บอมที่ทำจากท่อพีวีซี ที่บ้านพักของตนเอง ย่านพหลโยธินเขตบางเขน กทม.ซึ่งได้ประกอบเมื่อวันที่ 21 พ.ค.60 แล้วนำระเบิดไปใส่ในแจกันเซรามิก พร้อมตะปูตัดหัวท้ายใส่ลงในแจกันเพื่อให้เป็นสเก็ตระเบิดแล้วนำดอกไม้พลาสติกมาใส่เจกันเพื่อปกปิด

หลังจากนั้นนำระเบิดที่ประกอบไว้ไปซุกซ่อนไว้ในรถยนต์ที่นำไปจอดไว้ที่ กฟผ. บางกรวย จังหวัดนนทบุรี แล้ววันที่ 22 พ.ค. ผู้ต้องหาจึงนำแจกันที่บรรจุระเบิดดังกล่าวเข้าไปไว้ที่ห้องวงษ์สุวรรณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โดยผู้ต้องหาได้สวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกพรางตัวไว้ ซึ่งมีการตั้งเวลาให้ระเบิดทำงานในเวลา 30 นาที

ต่อมาพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งสตช.ได้ร่วมจับกุมผู้ต้องหานี้ โดยแสดงหมายจับกับผู้ต้องหาและแจ้งข้อหาฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,289 (4), ฐานทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น,ฐานกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส, ฐานกระทำการเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายเกิดอันตรายแก่โรงเรือนฯ มาตรา 218 (4), 221, 222, 224, ฐานมีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองและฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 และพ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์พ.ศ.2530

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นคำร้องฝากขังวันนี้ พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน คดีนี้ได้นำ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหาถาวร ผบช.น. พล.ต.ท.สมบัติ มิลินทจินดา รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.พงษ์พันธุ์ วรรณภักตร์ รองผบช.รร.นรต. พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 พร้อมคณะพนักงานสอบสวนหลายสิบนายคุมตัวผู้ต้องหามายื่นต่อศาล

ภายหลังต่อมาเวลา 12.00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมยื่นคำร้องฝากขังเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคำร้องฝากขังวันนี้จะเป็นเหตุการณ์วางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ส่วนการก่อเหตุอื่นที่มีการขอออกหมายจับรวมแล้ว 7 หมาย เราจะใช้การอายัดตัวทุกคดี ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม โดยการฝากขังวันนี้เราคัดค้านการประกันตัวด้วยเหตุผลเกรงจะหลบหนี และกลัวเรื่องการก่อเหตุซ้ำโดยเราอ้างไปทุกประเด็น

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า “ยืนยันว่าถ้ามีการพาดพิงถึงบุคคลอื่นอีกและมีพยานหลักฐานเราจะมาขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาอีกแน่นอน ถ้ามีหลักฐานก็ขอหมายจับถ้าไม่มีพยานหลักฐานก็จะเป็นพยาน ถ้ามีหมายจับใครขึ้นมาเดี๋ยวสาธารณชนก็จะทราบเอง โดยเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับมาในเรื่องของการขยายผลคดี

แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานจะไปคาดคะเนล่วงหน้าไม่ได้ ถ้ามีหลักฐานถึงจะดำเนินการนำเรียนศาลเพื่อขอออกหมายจับกุมได้ โดยโทษสูงสุดของคดีนี้คือ 10 ปีแต่ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าคือจำคุกตลอดชีวิต แต่หลักใหญ่ๆ คือเรื่องการวางระเบิดที่มีความชัดเจนวัฒนาให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุทุกคดี ส่วนการกระทำจะเข้าข่ายการก่อการร้ายหรือไม่ขอรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อน ซึ่งบางเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2550”

เมื่อถามว่า พนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อสังเกตที่สังคมมองว่าวงจรปิดสามารถจับภาพคดีนี้โดยง่าย แต่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 50 มาแล้วและได้ให้ผู้ต้องหาทดสอบการประกอบวัตถุระเบิดหรือไม่

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวนตอบไม่ได้ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ข้อสังเกตใช้ในสำนวนไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพนักงานสอบสวน ยื่นคำร้องฝากขังนายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อายุ 61 ปี อดีตวิศวกร กฟผ. ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา คดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ โดยศาลได้พิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขังได้ และมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของพนักงานสอบสวน ให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปคุมขังที่เรือนชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี (มทบ.11) ระหว่างการฝากขัง 12 วันนี้

ต่อมาเวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ควบคุมตัวนายวัฒนา ผู้ต้องหาขึ้นรถตู้สีขาวไปโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นั่งประกอบไปด้วย ขณะที่นายวัฒนาก็มีสีหน้าท่าทางปกติ สวมหน้ากากอนามัยปิดจมูกและปาก ซึ่งในมือถือถุงพลาสติกที่ใส่เสื้อผ้า อาหาร และเป๊ปซี่ ติดตัวไปด้วย โดยระหว่างการควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้สอบถามความสมัครใจกับนายวัฒนาแล้วไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพขณะถูกควบคุมตัวขึ้นรถเพื่อไปเรือนจำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน